กีฬาเทเบิลเทนนิส

งานที่ต้องส่ง 

งานชิ้น 1 ให้นักเรียนเลือกทักษะการเล่นกีฬาปิงปองมา 1 ทักษะ พร้อมทั้งอธิบายอย่างละเอียด  (10  คะแนน)  

งานวิชาสุขศึกษา 

 หน่วยการเรียนรู้ที่  3  เรื่อง ใส่ใจสุขภาพ

1.  ให้นักเรียนหาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับชื่ออาหารมา 10 ชนิด พร้อมคำแปล

2.นักเรียนคิดว่าอาหารมีความสำคัญอย่างไรบ้าง  ให้ตอบอย่างน้อย 10 บรรทัด

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปภาพของ wmp6782pluemmuanhatai

 ขอโทษค่ะ เอารูปลงไม่ได้ค่ะ ไฟล์ใหญ่เกินค่ะ!!

 ศิริขวัญกับเจนธีรา ก็ฝากมาบอกค่ะ!!

 เวียงจันทร์เกมส์
การแข่งขันเทเบิลเทนนิสรอบชิงชนะเลิศ "เวียงจันทน์เกมส์" กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ประเทศลาว ประเภททีมหญิงและทีมชาย เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยกรุงเวียงจันทน์ ปรากฏว่า ในประเภททีมหญิง สาวไทยพ่ายทีมสิงคโปร์ซึ่งใช้นักกีฬาจีนโอนสัญชาติ ไปขาดลอย 0-3 ทีม โดย "น้องแป๋ว"นันทนา คำวงศ์ แพ้ หวัง หยูกู 11-7, 11-7, 11-8 คู่ที่สอง "น้องหญิง"สุธานี เสวตรบุตร แพ้ เฟง เตียน เว่ย 10-12, 10-12, 6-11 และคู่ต่อมา "น้อง"อนิศรา เมืองสุข แพ้ ซุน เบ่ย เบ่ย 11-13, 9-11, 8-11 ขณะที่ทีมชายไทย ภุชงค์-ภาคภูมิ สงวนสิน, ชัยศิษฐ์ ชัยทัศน์ แพ้ สิงคโปร์ 3-0 ทีมเช่นกันหลัง เกม "น้องแป๋ว"นันทนา กล่าวว่า พอใจกับฟอร์มการเล่นเกมนี้ เราก็เล่นได้ดีสู้เต็มที่แล้ว แต่ว่าสิงคโปร์เขาเหนือกว่าเราเยอะ ทีมนี้มีดีกรีเป็นถึงรองแชมป์โลก และรองแชมป์โอลิมปิกเกมส์ ความแข็งแกร่งและประสบการณ์เหนือกว่าเรามาก ซึ่งเราก็หวังว่าจะได้สักแต้มแต่ก็ไม่ได้ ขณะที่ อนิศรา เมืองสุข กล่าวว่า คู่ต่อสู้เร็วมาก เกมรับก็เหนียวแน่น พยายามรุกเต็มที่แล้วแต่คู่ต่อสู้ก็โต้กลับมาได้ตลอด ทั้งนี้ กับเหรียญเงินถือว่าทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนประเภทเดี่ยวก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดและเข้ารอบลึกๆ
 http://www.pingpongfriendship.com/content/view/388/102/
ด.ญ.เหมือนหทัย  บรรเลงจิต  ม.1/1 เลขที่ 4 

รูปภาพของ wmp7311wanwisa

 กีฬาซีเกมส์  

สมาคมปิงปอง เผยตั้งเป้าเหรียญทองจากซีเกมส์ เพียงประเภทหญิงคู่เท่านั้น หลังคู่แข่งสำคัญคือสิงคโปร์ มีตัวโอนสัญชาติฝีมือดีหลายคน ขณะที่เผยข่าวดี ประเทศไทย ได้รับเกียรติให้จัดการแข่งขันรอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ ช่วงต้นปีหน้า    ความเคลื่อนไหวของทีมเทเบิลเทนนิสทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 11-22 พ.ย.นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ล่าสุดนายพีรเดช พฤฒิพฤกษ์ นายกสมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักกีฬาชุดนี้ มีทั้งหมด 8 คน เป็นนักกีฬาชาย 4 คน ชัยสิทธิ์ ชัยทัศน์, ยุทธนา ทัพบุญมี, สุริยะ ประเสริฐศรี, นิคม วงษ์ศิริ ส่วนนักกีฬาหญิง 4 คนเช่นกัน มี นันทนา คำวงศ์, อนิศรา เมืองสุข, สุทธิลักษณ์ รัตนประยูร และอารียา แสงเป๋า    นายพีรเดช กล่าวว่า ในซีเกมส์ครั้งนี้ เจ้าภาพกำหนดชิงชัย 5 เหรียญทอง ได้แก่ ชายเดี่ยว ชายคู่ หญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม โดยตัดประเภททีมชาย และทีมหญิงออก ขณะที่สนามแข่งขัน ทราบว่าเจ้าภาพอาจจะย้ายจากเมืองปาเลมบัง ไปที่กรุงจาการ์ต้า อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่าโอกาสลุ้นเหรียญทอง คงเป็นไปได้ยาก เพราะสิงคโปร์ ยังมีนักกีฬาโอนสัญชาติหลายตัวเหมือนเดิม บางคนเก่งกว่านักกีฬาจีนด้วยซ้ำ ยกเว้นประเภทหญิงคู่ ที่ไทยเราจะมีลุ้นจาก นันทนา และอนิศรา แหล่งอ้างอิง  http://www.thairath.co.th/content/sport/206030

 

รูปภาพของ wmp6985Jenteera

 พาราลิมปิกเกมส์

  ความเคลื่อนไหวการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เอ็กเซล ลอนดอน ทัพนักกีฬาไทยได้เฮกันลั่น หลัง "เจ้ารุ่ง" รุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักตบลูกเด้งวัย 26 ปี คว้าเหรียญทองชายเดี่ยว คลาส 6 (แขน-ขาลีบ การเคลื่อนตัวได้ช้า บางคนไม่มีนิ้วมือ มีแต่ข้อมือเวลาจับต้องใช้เชือกมัด) มาครองเป็นเหรียญแรกในพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้  เหรียญทองของรุ่งโรจน์ ถือเป็นเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์เหรียญที่ 10 ของไทยตั้งแต่เข้าร่วมแข่งขัน และเป็นเหรียญทองจากกีฬาที่ 4 ต่อจากวีลแชร์เรซซิ่ง, วีลแชร์ฟันดาบ และ ว่ายน้ำ  ส่งผลให้ รุ่งโรจน์ จะได้รับเงินรางวัลอัดฉีดจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถึง 4 ล้านบาท (เงินสด 2 ล้านบาท-เงินสวัสดิการแบ่งจ่าย 2 ล้านบาท)   หลังการแข่งขัน เจ้ารุ่งกล่าวว่า ตนแขน-ขาลีบมาตั้งแต่เกิด แต่พ่อ(พ.ต.ท ชยานันท์ ไทยนิยม) สอนเสมอว่าเราเหมือนคนปกติ และพาไปเล่นปิงปองตั้งแต่อายุ 12 ทำให้แขน-ขา มีกล้ามเนื้อขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้นมา ดีใจมากที่สามารถคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ เพราะเป็นเหรียญทองที่รอมา 10 ปี หลังจากเข้ารอบชิงชนะเลิศได้โกนหัวตามที่บนไว้ทันที ส่วนเงินรางวัลอัดฉีดที่ได้รับจะแบ่งส่วนหนึ่งให้กับมารดาไปซื้อบ้านใหม่ และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นทุนสำหรับใช้ในการฝึกซ้อมรุ่งโรจน์ กล่าวแหล่งอ้างอิง   http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1346577717&grpid=00&catid=00

               26 เซาท์อีสท์เอเชียนเกมส์จะถูกดำเนินการในเมืองปาเลมบังของอินโดนีเซีย Although the competition is still going on, the table tennis event has reached its conclusion yesterday. แม้ว่าการแข่งขันจะยังคงเกิดขึ้นเหตุการณ์เทเบิลเทนนิสได้ถึงตอนจบเมื่อวานนี้ This time, Singapore was undoubtedly the strongest team and they literally took their opportunities to victory. เวลานี้ไม่ต้องสงสัยสิงคโปร์เป็นทีมที่แข็งแกร่งและพวกเขาอย่างแท้จริงเอาโอกาสของพวกเขาไปสู่​​ชัยชนะ  แหล่งอ้างอิง   team and they literally took their opportunities to victory.ennis-in-2011-s/ 

แบบฝึกปิงปองให้สนุก

 

 

 

ฝึกง่ายๆ  เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือ ผู้เริ่มเล่นใหม่

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin1.jpg

ฝึกการสร้างความคุ้นเคยกับลูกปิงปอง
- ให้เด็กหัดโยนลูกปิงปองเล่น
ไม่ว่าจะทั้งโยนไปมา
, โยนให้ลูกปิงปองกระเด้งแล้วให้เด็กๆ
พยายามจับลูกปิงปองให้ได้ หรือ
โยนลูกกระทบข้างฝา ฯลฯ ซึ่งแบบฝึกนี้ต้องการให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยกับจังหวะการกระดอนของลูกปิงปอง รวมถึงได้สังเกตทิศทางของลูกปิงปองเมื่อกระทบกับสิ่งต่างๆ
โดยการฝึกจะให้เด็กๆ
ยืนเล่นหรือนั่งเล่นกับลูกปิงปองก็ได้

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin2.jpg

ฝึกการตีลูกด้านแบ๊คแฮนด์
- ฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกปิงปองด้วยด้านแบ๊คแฮนด์ ให้เด็กๆ
นั่งลงกับพื้น(ดังรูป)
โดยให้อีกฝ่ายหนึ่งกลิ้งลูกไปกับพื้น และให้อีกฝ่ายหนึ่งหัดตีลูกปิงปองให้โดนโดยใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ในการตีลูก

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin3.jpg

ฝึกการตีลูกด้านโฟร์แฮนด์
- ทำนองเดียวกัน เราสามารถฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกด้วยด้านโฟร์แฮนด์เช่นเดียวกันกับการฝึกตีด้านแบ๊คแฮนด์ข้างต้น ซึ่งการฝึกลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้การใช้ไม้ปิงปองตีลูกด้วยด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์ เด็กๆ จะรู้สึกว่าการเริ่มเล่นปิงปองนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin4.jpg

ฝึกการเดาะลูกปิงปองแบบต่างๆ
- จากนั้น....เราสามารถฝึกให้เด็กๆ
หัดเดาะลูกปิงปองในลักษณะต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์เดาะลูก , ใช้โฟร์แฮนด์เดาะลูก หรืออาจจะเลี้ยงลูกให้อยู่บนหน้าไม้โดยไม่ให้ลูกตกลงพื้นก็ได้ ซึ่งแบบฝึกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กๆ
ฝึกการควบคุมลูกปิงปองให้ได้
โดยผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์รูปแบบการฝึกต่างๆ
ได้อย่างมากมาย
แต่ข้อสำคัญสำหรับผู้สอนก็คือ
การที่จะต้องไม่เคร่งครัดกับการฝึกเด็กๆ
ในวัยนี้จนเกินไป ควรจะสอนให้เด็กๆ ได้มีความสนุกสนานกับการฝึกปิงปองมากกว่าจะให้เด็กการความรู้สึกที่ซีเรียสกับกีฬาชนิดนี้ เพราะหากเด็กๆ เกิดความรู้สึกเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและจะเลิกเล่นไปในที่สุด

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin5.jpg

ฝึกให้รู้จักการตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์
-
หลังจากที่เด็กๆ
ชำนาญการเดาะลูกแล้ว ผู้ฝึกสอนสามารถเปลี่ยนแบบฝึกมาเป็นให้เด็กๆ
หัดตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์ โดยให้เด็กๆ อีกคนหนึ่งโยนลูกปิงปองให้อีกคนหนึ่งตีลูกโดยใช้ด้านโฟร์แฮนด์และด้านแบ๊คแฮนด์สลับกันไปมา

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin6.jpg

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านแบ๊คแฮนด์
-
จากนั้นลองให้เด็กๆ
หัดตีลูกปิงปองกับผนังโดยการนั่ง
เริ่มต้นจากการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ก่อน(ดังรูป)
พยายามให้เด็กๆ ตีโต้ได้หลายๆ ลูกขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin7.jpg

 

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
-
และตามด้วยการฝึกตีนั่งตีโต้กับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
และเมื่อเด็กๆ
เกิดความคล่องและชำนาญขึ้นแล้ว
ผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์ให้เด็กๆ
นั่งตีโต้กับผนังโดยสลับการตีด้วยแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin8.jpg

ฝึกการตีโต้กับผนังด้วยการยืน
-
จากนั้นให้เด็กๆ
เปลี่ยนจากการนั่งเป็นการยืนตีโต้กับกำแพง
โดยใช้ฝึกตีโต้โดยใช้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin9.jpg

ฝึกตีลูกไปข้างหน้า
-
ฝึกให้เด็กๆ ตีลูกไปข้างหน้า
โดยการปล่อยลูกปิงปองตกพื้นก่อนและค่อยตี(ดังรูป)
โดยสามารถฝึกให้ตีได้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin10.jpg

ฝึกตีโต้ไปมากลางอากาศ
-
เมื่อเด็กๆ เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้นแล้ว ควรหัดให้เด็กๆ ตีลูกโต้ไป-มากลางอากาศโดยไม่ให้ลูกปิงปองตกลงพื้นดิน ซึ่งสามารถฝึกตีโต้ได้ทั้งด้านโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์สลับไปมา

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin11.jpg

เพิ่มเกมส์ให้เด็กๆ เพื่อความสนุกสนานในการฝึก
- เมื่อเด็กๆ
เกิดความชำนาญมากขึ้น
ควรหาเกมส์ต่างๆ
มาให้เด็กๆ ฝึกกัน
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ในการฝึกเด็กในวัยนี้เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานมากกว่าจะฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย แบบฝึกในวัยนี้จึงควรเน้นไปที่เบสิกต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ เกิดทักษะในการควบคุมลูกปิงปอง รวมถึงได้เรียนรู้จังหวะและคุ้ยเคยกับเกมส์ปิงปองมากขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin12.jpg

เกมส์เก้าอี้ดนตรี
-
หาเกมส์ต่างๆ มาให้เด็กๆ ได้ฝึกเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งอาจเปิดเสียงเพลงประกอบการฝึกไปด้วยก็ไม่ผิดอะไร

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin13.jpg

เกมส์ปิงปอง-วอลเลย์
- ลองแบ่งข้างให้เด็กๆ ได้ตีลูกปิงปองข้ามตาข่ายกัน
อาจจะใช้แผงกั้นแบ่งออกเป็น
2 ฝ่าย
และให้เด็กๆ
ตีโต้ข้ามไปมา
ลองฝึกแบบนี้เด็กๆ
ไม่สนุกและยังเบื่ออีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin14.jpg

ปิงปอง-บอลลูน
-
หาลูกโป่งมาให้เด็กๆ ตีบ้าง ก็คงไม่เห็นเป็นไรนะครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin15.jpg

ฝึกตีแบบมีเป้าหมายและกำหนดจุดให้ลูกโดน
-
ลองหาขวดหรือสิ่งของต่างๆ
มาให้เด็กตีลูกปิงปองไปให้โดน
(เหมือนกับการยิงปืนลมในงานวัด)
บ้างก็ดีนะครับ
แบบฝึกนี้จะฝึกให้เด็กได้มีเป้าหมายในการตีลูกปิงปองไป
ซึ่งเด็กๆ
จะเกิดความสนุกสนานและเกิดความชำนาญโดยไม่รู้ตัว

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin16.jpg

ฝึกกำหนดจุดกระทบบนผนัง
-
เราสามารถกำหนดจุดให้เด็กๆ
ตีโต้บนผนังได้(ดังรูป)
โดยให้เด็กตีโต้กับกำแพงสลับด้านแบ๊คแฮนด์-โฟร์แฮนด์ไปมา
หรือจะให้เด็กๆ
ผลัดกันตีคนละทีก็ประยุกษ์ใช้ได้เช่นกันครับ

 

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin17.jpg

 

หาเกมส์มาเล่นกันอีกดีกว่า
- เกมส์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการฝึกปิงปองในวันเด็กๆ
ทั้งนั้น เด็กๆ
จะเกิดความชำนาญขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเราฝึกเด็กเหล่านี้ในเบสิกต่างๆ
ที่สูงขึ้น คุณจะรู้สึกว่าได้ว่าเด็กๆ จะเกิดการพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านการฝึกแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin18.jpg

เล่นเกมส์ต่อกันดีกว่า
-
แบ่งพื้นออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆ
กัน จากนั้นให้เด็กๆ ตีลูกปิงปองไปตามช่องต่างๆ
โดยจะตีไปช่องไหนก็ได้ ทดลองเล่นดูนะครับ เด็กๆ ที่ได้เล่นเกมส์นี้จะเกิดสมาธิในการเตรียมพร้อมที่จะตีลูกปิงปองตลอดเวลา รวมถึงจะได้เกิดความคิดในการตีลูกไปอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ รับไปได้อีกด้วย

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin19.jpg

ฝึกตีปิงปองบนพื้นก่อนฝึกบนโต๊ะ
- การฝึกแบบนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาปิงปองได้เร็วขึ้นกว่านำเด็กไปฝึกตีปิงปองบนโต๊ะปิงปองจริงทันที

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin20.jpg

โต๊ะอาหารก็นำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองได้นะ
- โต๊ะเรียนหนังสือ โต๊ะอาหาร ก็สามารถนำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองสำหรับเด็กๆ หัดเล่นก่อนได้
ทั้งนี้โต๊ะเหล่านี้จะไม่มีขนาดที่ใหญ่เกินไปนั่นเอง
ซึ่งจะทำให้เด็กๆ หัดตีปิงปองได้ง่ายขึ้น

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin21.jpg

 

ฝึกตีปิงปองโดยมีครูฝึกป้อนหรือใช้เครื่องยิงป้อน
- เมื่อเด็กๆ
พร้อมที่จะเล่นกับโต๊ะปิงปองจริงๆ
ควรจะมีครูฝึกเป็นผู้ที่คอยป้อนลูกจะดีกว่า
เพราะหากปล่อยให้เด็กๆ เล่นกันเอง
จะทำให้เกิดความชำนาญได้ช้าและไม่มีผู้ที่คอยบอกข้อบกพร่องของเด็กๆ แต่ละคน

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติปิงปอง

 

 

คำอธิบาย: ปิงปอง

 
กีฬาปิงปอง
เป็นกีฬาสันทนาการอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานในหมู่คณะ ขณะเดียวกันก็เป็นกีฬาที่มีความท้าทายที่ผู้เล่นต้องต้องอาศัยไหวพริบ
และความคล่องแคล่วของร่างกายในการรับ-ส่งลูก ซึ่งความท้าทายนี้จึงทำให้กีฬาปิงปองได้รับความนิยมในระดับสากล
กระทั่งถูกบรรจุในการแข่งขันระดับโลก ด้วยความน่าสนใจของกีฬาปิงปองนี้ ดังนั้นทางกระปุกดอทคอมจึงได้นำข้อมูลของกีฬาปิงปองมาฝากค่ะ

ประวัติกีฬาปิงปอง หรือ เทเบิลเทนนิส
 
กีฬาปิงปองได้เริ่มขึ้นครั้งแรก
ในปี ค.ศ.
1890 (พ.ศ. 2433) ที่ประเทศอังกฤษ
โดยในอดีตอุปกรณ์ที่ใช้เล่นปิงปองเป็นไม้หุ้มหนังสัตว์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไม้ปิงปองในปัจจุบัน
ส่วนลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ ซึ่งทำจากพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ โดยเวลาที่ลูกบอลกระทบกับพื้นโต๊ะ
และไม้ตีจะเกิดเสียง "ปิก-ป๊อก"
  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกชื่อตามเสียงที่ได้ยินว่า
"ปิงปอง" (
PINGPONG) และได้เริ่มแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

ซึ่งวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้น
จะเป็นการเล่นแบบยัน (
BLOCKING)  และแบบดันกด
(PUSHING) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP  หรือเรียกว่า การเล่นถูกตัด ซึ่งวิธีการเล่นนี้เป็นที่นิยมมากแถบนยุโรป
ส่วนวิธีการจับไม้ จะมี
2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ (SHAKEHAND)
ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับแบบยุโรป" และการจับไม้แบบจับปากกา
(
PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับไม้แบบจีน"

ในปี ค.ศ. 1900
(พ.ศ.  2443) เริ่มปรากฏว่า มีการหันมาใช้ไม้ปิงปองติดยางเม็ดแทนหนังสัตว์
ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุก หรือแบบบุกโจมตี (
ATTRACK หรือ OFFENSIVE) 
โดยใช้ท่า หน้ามือ (FOREHAND)  และ หลังมือ 
(BACKHAND) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น และยังคงนิยมการจับแบบไม้แบบยุโรป ดังนั้นจึงถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ต่อมาในปี
ค.ศ.
1922 (พ.ศ. 2465)  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า "
PINGPONG" ด้วยเหตุนี้
กีฬาปิงปองจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เทลเบิลเทนนิส (
TABLE TENNIS) และในปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL
TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม 
พร้อมกับมีการจัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่
ขึ้น เป็นครั้งแรก

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1950 (พ.ศ. 2493) เป็นยุคที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้หันมาสนใจกีฬาเทเบิลเทนนิสมากขึ้น
และได้มีการปรับวิธีการเล่นโดยเน้นไปที่ การตบลูกแม่นยำ และหนักหน่วง และการใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า
ต่อมาในปี ค.ศ.
1952 (พ.ศ. 2495) ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก
ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และในปี ค.ศ.
1953 (พ.ศ. 2496)
สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์
ประเทศรูมาเนีย
  ทำให้จึงกีฬาเทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริง
โดยในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา
  และมีการพัฒนาไม้ปิงปองโดยใช้ยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำ
เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

คำอธิบาย: ปิงปอง

ในเรื่องเทคนิคของการเล่นนั้น
ยุโรปรุกด้วยความแม่นยำ และมีช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่ใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ญี่ปุ่นสามารถชนะการเล่นของยุโรปได้
  แม้ในช่วงแรกหลายประเทศจะมองว่าวิธีการเล่นของญี่ปุ่น
เป็นการเล่นที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะในการแข่งขันติดต่อกันได้หลายปี
เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดของยุโรปเลยทีเดียว

ในที่สุดสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้ด้วยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว
ผสมผสานกับการป้องกัน
  ซึ่งจีนได้ศึกษาการเล่นของญี่ปุ่น
ก่อนนำมาประยุกต์ให้เข้ากับการเล่นแบบที่จีนถนัด กระทั่งกลายเป็นวิธีการเล่นของจีนที่เราเห็นในปัจจุบัน

หลังจากนั้นยุโรปได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เนื่องจากนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง และในปี ค.ศ.
1970 (พ.ศ. 2513) จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรป
และผู้เล่นชาวเอเชีย แต่นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงแล้ว ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มเก่งขึ้น
 
ทำให้ยุโรปสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จ

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1971 (พ.ศ. 2514) นักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดน 
ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับชาวยุโรป 
โดยในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ทีมสวีเดนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ปรังปรุงมา
ดังนั้นนักกีฬาของยุโรป และนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ
ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับ และลาตินอเมริกา
  ก็เริ่มก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น
และมีการแปลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคนิค ทำให้การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหายไปตั้งแต่ปี
 
ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503)  เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

จากนั้นจึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิคการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก 
และมีการปรับปรุงหน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ที่มีความยาวของเม็ดยางมากกว่าปกติ โดยการใช้ยางที่สามารถเปลี่ยนวิถีการหมุน
และทิศทางของลูกเข้าได้ จึงนับได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก
โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์ และมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กระทั่งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้ถูกบรรจุเป็นการแข่งขันประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก
เมื่อปี ค.ศ.
1988 (พ.ศ. 2531) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล
ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับประวัติกีฬาเทเบิ้ลเทนนิสในประเทศไทยนั้น
ทราบเพียงว่า คนไทยรู้จักคุ้นเคย และเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสมาเป็นเวลาช้านาน
แต่รู้จักกันในชื่อว่า กีฬาปิงปอง โดยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า มีการนำกีฬาชนิดนี้เข้ามาเล่นในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด
และใครเป็นผู้นำเข้ามา แต่ปรากฏว่ามีการเรียนการสอนมานานกว่า
30 ปี  โดยในปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
และมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆ รวมทั้งมีการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คำอธิบาย: ปิงปอง

การเล่นกีฬาปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิส

กีฬาปิงปอง
หรือ เทเบิลเทนนิส ที่เรารู้จักกันนั้น ถือเป็นกีฬาที่มีความยากในการเล่น เนื่องจากธรรมชาติของกีฬาประเภทนี้
ถูกจำกัดให้ตีลูกปิงปองลงบนโต๊ะของคู่ต่อสู้ ซึ่งบนฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่เพียง
4.5
ฟุต X 5 ฟุต และลูกปิงปองยังมีน้ำหนักเบามาก เพียง
2.7 กรัม โดยความเร็วในการเคลื่อนที่จากฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ใช้เวลาไม่ถึง
1 วินาที
ทำให้นักกีฬาต้องตีลูกปิงปองที่กำลังเคลื่อนมากลับไปทันที ซึ่งหากลังเลแล้วตีพลาด
หรือไม่ตีเลย ก็อาจทำให้ผู้เล่นเสียคะแนนได้

ทั้งนี้
ปิงปองมีประโยชน์ต่อผู้เล่น เนื่องจากต้องอาศัยความคล่องแคล่ว
ว่องไวในทุกส่วนของร่างกาย ดังนี้

1. สายตา
: สายตาจะต้องจ้องมองลูกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสังเกตหน้าไม้ของคู่ต่อสู้
และมองลูกว่าจะหมุนมาในลักษณะใด

2. สมอง
: ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองในการคิดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องวางแผนการเล่นแบบฉับพลันอีกด้วย

3. มือ
: มือที่ใช้จับไม้ปิงปอง จะต้องคล่องแคล่ว และว่องไว รวมถึงต้องรู้สึกได้เมื่อลูกปิงปองสัมผัสถูกหน้าไม้

4. ข้อมือ
: ในการตีบางลักษณะ จำเป็นต้องใช้ข้อมือเข้าช่วย ลูกจึงจะหมุนมากยิ่งขึ้น

5. แขน
: ต้องมีพละกำลัง และมีความอดทนในการฝึกซ้อมแบบสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความเคยชิน

6. ลำตัว
: การตีลูกปิงปองในบางจังหวะ ต้องใช้ลำตัวเข้าช่วย

7. ต้นขา
: ผู้เล่นต้องมีต้นขาที่แข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

8. หัวเข่า
: ผู้เล่นต้องย่อเข่า เพื่อเตรียมพร้อมในการเคลื่อนที่

9. เท้า
หากเท้าไม่เคลื่อนที่เข้าหาลูกปิงปอง
ก็จะทำให้ตามตีลูกปิงปองไม่ทัน

คำอธิบาย: ปิงปอง



วิธีการเล่นกีฬาปิงปอง หรือ
เทเบิลเทนนิส

1. การส่งลูกที่ถูกต้อง
ลูกจะต้องอยู่ที่ฝ่ามือแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ สูงไม่น้อยกว่า
16 เซนติเมตร

2. การรับลูกที่ถูกต้อง
เมื่อลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีข้ามตาข่ายมากระทบแดนของตนครั้งเดียว ต้องตีกลับให้ข้ามตาข่าย
หรืออ้อมตาข่ายกลับไป ลูกที่ให้ส่งใหม่ คือ ลูกเสิร์ฟติดตาข่าย แล้วข้ามไปตกแดนคู่ต่อสู้หรือเหตุอื่นที่ผู้ตัดสินเห็นว่าจะต้องเสิร์ฟใหม่

3. การแข่งขันมี
2 ประเภท คือ ประเภทเดี่ยวและประเภทคู่

4. การนับคะแนน
ถ้าผู้เล่นทำผิดกติกา จะเสียคะแนน

5. ผู้เล่นหรือคู่เล่นที่ทำคะแนนได้
11 คะแนนก่อน จะเป็นฝ่ายชนะ ยกเว้นถ้าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายทำคะแนนได้
10 คะแนนเท่ากันจะต้องเล่นต่อไป โดยฝ่ายใดทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
2 คะแนน จะเป็นฝ่ายชนะ

6. การแข่งขันประเภททีมมี
2 แบบ คือ

6.1. SWAYTHLING CUP มีผู้เล่นครั้งละ 3 คน

6.2. CORBILLON CUP มีผู้เล่นครั้งละ 2 - 4 คน

ที่มา
สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย
ศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ

 

 

แบบฝึกปิงปองให้สนุก

 

 

 

ฝึกง่ายๆ  เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือ ผู้เริ่มเล่นใหม่

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin1.jpg

ฝึกการสร้างความคุ้นเคยกับลูกปิงปอง
- ให้เด็กหัดโยนลูกปิงปองเล่น
ไม่ว่าจะทั้งโยนไปมา
, โยนให้ลูกปิงปองกระเด้งแล้วให้เด็กๆ
พยายามจับลูกปิงปองให้ได้ หรือ
โยนลูกกระทบข้างฝา ฯลฯ ซึ่งแบบฝึกนี้ต้องการให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยกับจังหวะการกระดอนของลูกปิงปอง รวมถึงได้สังเกตทิศทางของลูกปิงปองเมื่อกระทบกับสิ่งต่างๆ
โดยการฝึกจะให้เด็กๆ
ยืนเล่นหรือนั่งเล่นกับลูกปิงปองก็ได้

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin2.jpg

ฝึกการตีลูกด้านแบ๊คแฮนด์
- ฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกปิงปองด้วยด้านแบ๊คแฮนด์ ให้เด็กๆ
นั่งลงกับพื้น(ดังรูป)
โดยให้อีกฝ่ายหนึ่งกลิ้งลูกไปกับพื้น และให้อีกฝ่ายหนึ่งหัดตีลูกปิงปองให้โดนโดยใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ในการตีลูก

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin3.jpg

ฝึกการตีลูกด้านโฟร์แฮนด์
- ทำนองเดียวกัน เราสามารถฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกด้วยด้านโฟร์แฮนด์เช่นเดียวกันกับการฝึกตีด้านแบ๊คแฮนด์ข้างต้น ซึ่งการฝึกลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้การใช้ไม้ปิงปองตีลูกด้วยด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์ เด็กๆ จะรู้สึกว่าการเริ่มเล่นปิงปองนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin4.jpg

ฝึกการเดาะลูกปิงปองแบบต่างๆ
- จากนั้น....เราสามารถฝึกให้เด็กๆ
หัดเดาะลูกปิงปองในลักษณะต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์เดาะลูก , ใช้โฟร์แฮนด์เดาะลูก หรืออาจจะเลี้ยงลูกให้อยู่บนหน้าไม้โดยไม่ให้ลูกตกลงพื้นก็ได้ ซึ่งแบบฝึกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กๆ
ฝึกการควบคุมลูกปิงปองให้ได้
โดยผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์รูปแบบการฝึกต่างๆ
ได้อย่างมากมาย
แต่ข้อสำคัญสำหรับผู้สอนก็คือ
การที่จะต้องไม่เคร่งครัดกับการฝึกเด็กๆ
ในวัยนี้จนเกินไป ควรจะสอนให้เด็กๆ ได้มีความสนุกสนานกับการฝึกปิงปองมากกว่าจะให้เด็กการความรู้สึกที่ซีเรียสกับกีฬาชนิดนี้ เพราะหากเด็กๆ เกิดความรู้สึกเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและจะเลิกเล่นไปในที่สุด

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin5.jpg

ฝึกให้รู้จักการตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์
-
หลังจากที่เด็กๆ
ชำนาญการเดาะลูกแล้ว ผู้ฝึกสอนสามารถเปลี่ยนแบบฝึกมาเป็นให้เด็กๆ
หัดตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์ โดยให้เด็กๆ อีกคนหนึ่งโยนลูกปิงปองให้อีกคนหนึ่งตีลูกโดยใช้ด้านโฟร์แฮนด์และด้านแบ๊คแฮนด์สลับกันไปมา

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin6.jpg

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านแบ๊คแฮนด์
-
จากนั้นลองให้เด็กๆ
หัดตีลูกปิงปองกับผนังโดยการนั่ง
เริ่มต้นจากการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ก่อน(ดังรูป)
พยายามให้เด็กๆ ตีโต้ได้หลายๆ ลูกขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin7.jpg

 

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
-
และตามด้วยการฝึกตีนั่งตีโต้กับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
และเมื่อเด็กๆ
เกิดความคล่องและชำนาญขึ้นแล้ว
ผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์ให้เด็กๆ
นั่งตีโต้กับผนังโดยสลับการตีด้วยแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin8.jpg

ฝึกการตีโต้กับผนังด้วยการยืน
-
จากนั้นให้เด็กๆ
เปลี่ยนจากการนั่งเป็นการยืนตีโต้กับกำแพง
โดยใช้ฝึกตีโต้โดยใช้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin9.jpg

ฝึกตีลูกไปข้างหน้า
-
ฝึกให้เด็กๆ ตีลูกไปข้างหน้า
โดยการปล่อยลูกปิงปองตกพื้นก่อนและค่อยตี(ดังรูป)
โดยสามารถฝึกให้ตีได้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin10.jpg

ฝึกตีโต้ไปมากลางอากาศ
-
เมื่อเด็กๆ เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้นแล้ว ควรหัดให้เด็กๆ ตีลูกโต้ไป-มากลางอากาศโดยไม่ให้ลูกปิงปองตกลงพื้นดิน ซึ่งสามารถฝึกตีโต้ได้ทั้งด้านโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์สลับไปมา

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin11.jpg

เพิ่มเกมส์ให้เด็กๆ เพื่อความสนุกสนานในการฝึก
- เมื่อเด็กๆ
เกิดความชำนาญมากขึ้น
ควรหาเกมส์ต่างๆ
มาให้เด็กๆ ฝึกกัน
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ในการฝึกเด็กในวัยนี้เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานมากกว่าจะฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย แบบฝึกในวัยนี้จึงควรเน้นไปที่เบสิกต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ เกิดทักษะในการควบคุมลูกปิงปอง รวมถึงได้เรียนรู้จังหวะและคุ้ยเคยกับเกมส์ปิงปองมากขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin12.jpg

เกมส์เก้าอี้ดนตรี
-
หาเกมส์ต่างๆ มาให้เด็กๆ ได้ฝึกเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งอาจเปิดเสียงเพลงประกอบการฝึกไปด้วยก็ไม่ผิดอะไร

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin13.jpg

เกมส์ปิงปอง-วอลเลย์
- ลองแบ่งข้างให้เด็กๆ ได้ตีลูกปิงปองข้ามตาข่ายกัน
อาจจะใช้แผงกั้นแบ่งออกเป็น
2 ฝ่าย
และให้เด็กๆ
ตีโต้ข้ามไปมา
ลองฝึกแบบนี้เด็กๆ
ไม่สนุกและยังเบื่ออีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin14.jpg

ปิงปอง-บอลลูน
-
หาลูกโป่งมาให้เด็กๆ ตีบ้าง ก็คงไม่เห็นเป็นไรนะครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin15.jpg

ฝึกตีแบบมีเป้าหมายและกำหนดจุดให้ลูกโดน
-
ลองหาขวดหรือสิ่งของต่างๆ
มาให้เด็กตีลูกปิงปองไปให้โดน
(เหมือนกับการยิงปืนลมในงานวัด)
บ้างก็ดีนะครับ
แบบฝึกนี้จะฝึกให้เด็กได้มีเป้าหมายในการตีลูกปิงปองไป
ซึ่งเด็กๆ
จะเกิดความสนุกสนานและเกิดความชำนาญโดยไม่รู้ตัว

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin16.jpg

ฝึกกำหนดจุดกระทบบนผนัง
-
เราสามารถกำหนดจุดให้เด็กๆ
ตีโต้บนผนังได้(ดังรูป)
โดยให้เด็กตีโต้กับกำแพงสลับด้านแบ๊คแฮนด์-โฟร์แฮนด์ไปมา
หรือจะให้เด็กๆ
ผลัดกันตีคนละทีก็ประยุกษ์ใช้ได้เช่นกันครับ

 

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin17.jpg

 

หาเกมส์มาเล่นกันอีกดีกว่า
- เกมส์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการฝึกปิงปองในวันเด็กๆ
ทั้งนั้น เด็กๆ
จะเกิดความชำนาญขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเราฝึกเด็กเหล่านี้ในเบสิกต่างๆ
ที่สูงขึ้น คุณจะรู้สึกว่าได้ว่าเด็กๆ จะเกิดการพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านการฝึกแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin18.jpg

เล่นเกมส์ต่อกันดีกว่า
-
แบ่งพื้นออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆ
กัน จากนั้นให้เด็กๆ ตีลูกปิงปองไปตามช่องต่างๆ
โดยจะตีไปช่องไหนก็ได้ ทดลองเล่นดูนะครับ เด็กๆ ที่ได้เล่นเกมส์นี้จะเกิดสมาธิในการเตรียมพร้อมที่จะตีลูกปิงปองตลอดเวลา รวมถึงจะได้เกิดความคิดในการตีลูกไปอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ รับไปได้อีกด้วย

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin19.jpg

ฝึกตีปิงปองบนพื้นก่อนฝึกบนโต๊ะ
- การฝึกแบบนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาปิงปองได้เร็วขึ้นกว่านำเด็กไปฝึกตีปิงปองบนโต๊ะปิงปองจริงทันที

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin20.jpg

โต๊ะอาหารก็นำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองได้นะ
- โต๊ะเรียนหนังสือ โต๊ะอาหาร ก็สามารถนำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองสำหรับเด็กๆ หัดเล่นก่อนได้
ทั้งนี้โต๊ะเหล่านี้จะไม่มีขนาดที่ใหญ่เกินไปนั่นเอง
ซึ่งจะทำให้เด็กๆ หัดตีปิงปองได้ง่ายขึ้น

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin21.jpg

 

ฝึกตีปิงปองโดยมีครูฝึกป้อนหรือใช้เครื่องยิงป้อน
- เมื่อเด็กๆ
พร้อมที่จะเล่นกับโต๊ะปิงปองจริงๆ
ควรจะมีครูฝึกเป็นผู้ที่คอยป้อนลูกจะดีกว่า
เพราะหากปล่อยให้เด็กๆ เล่นกันเอง
จะทำให้เกิดความชำนาญได้ช้าและไม่มีผู้ที่คอยบอกข้อบกพร่องของเด็กๆ แต่ละคน

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติปิงปอง

 

 

คำอธิบาย: ปิงปอง

 
กีฬาปิงปอง
เป็นกีฬาสันทนาการอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานในหมู่คณะ ขณะเดียวกันก็เป็นกีฬาที่มีความท้าทายที่ผู้เล่นต้องต้องอาศัยไหวพริบ
และความคล่องแคล่วของร่างกายในการรับ-ส่งลูก ซึ่งความท้าทายนี้จึงทำให้กีฬาปิงปองได้รับความนิยมในระดับสากล
กระทั่งถูกบรรจุในการแข่งขันระดับโลก ด้วยความน่าสนใจของกีฬาปิงปองนี้ ดังนั้นทางกระปุกดอทคอมจึงได้นำข้อมูลของกีฬาปิงปองมาฝากค่ะ

ประวัติกีฬาปิงปอง หรือ เทเบิลเทนนิส
 
กีฬาปิงปองได้เริ่มขึ้นครั้งแรก
ในปี ค.ศ.
1890 (พ.ศ. 2433) ที่ประเทศอังกฤษ
โดยในอดีตอุปกรณ์ที่ใช้เล่นปิงปองเป็นไม้หุ้มหนังสัตว์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไม้ปิงปองในปัจจุบัน
ส่วนลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ ซึ่งทำจากพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ โดยเวลาที่ลูกบอลกระทบกับพื้นโต๊ะ
และไม้ตีจะเกิดเสียง "ปิก-ป๊อก"
  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกชื่อตามเสียงที่ได้ยินว่า
"ปิงปอง" (
PINGPONG) และได้เริ่มแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

ซึ่งวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้น
จะเป็นการเล่นแบบยัน (
BLOCKING)  และแบบดันกด
(PUSHING) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP  หรือเรียกว่า การเล่นถูกตัด ซึ่งวิธีการเล่นนี้เป็นที่นิยมมากแถบนยุโรป
ส่วนวิธีการจับไม้ จะมี
2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ (SHAKEHAND)
ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับแบบยุโรป" และการจับไม้แบบจับปากกา
(
PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับไม้แบบจีน"

ในปี ค.ศ. 1900
(พ.ศ.  2443) เริ่มปรากฏว่า มีการหันมาใช้ไม้ปิงปองติดยางเม็ดแทนหนังสัตว์
ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุก หรือแบบบุกโจมตี (
ATTRACK หรือ OFFENSIVE) 
โดยใช้ท่า หน้ามือ (FOREHAND)  และ หลังมือ 
(BACKHAND) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น และยังคงนิยมการจับแบบไม้แบบยุโรป ดังนั้นจึงถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ต่อมาในปี
ค.ศ.
1922 (พ.ศ. 2465)  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า "
PINGPONG" ด้วยเหตุนี้
กีฬาปิงปองจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เทลเบิลเทนนิส (
TABLE TENNIS) และในปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL
TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม 
พร้อมกับมีการจัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่
ขึ้น เป็นครั้งแรก

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1950 (พ.ศ. 2493) เป็นยุคที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้หันมาสนใจกีฬาเทเบิลเทนนิสมากขึ้น
และได้มีการปรับวิธีการเล่นโดยเน้นไปที่ การตบลูกแม่นยำ และหนักหน่วง และการใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า
ต่อมาในปี ค.ศ.
1952 (พ.ศ. 2495) ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก
ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และในปี ค.ศ.
1953 (พ.ศ. 2496)
สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์
ประเทศรูมาเนีย
  ทำให้จึงกีฬาเทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริง
โดยในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา
  และมีการพัฒนาไม้ปิงปองโดยใช้ยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำ
เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

คำอธิบาย: ปิงปอง

ในเรื่องเทคนิคของการเล่นนั้น
ยุโรปรุกด้วยความแม่นยำ และมีช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่ใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ญี่ปุ่นสามารถชนะการเล่นของยุโรปได้
  แม้ในช่วงแรกหลายประเทศจะมองว่าวิธีการเล่นของญี่ปุ่น
เป็นการเล่นที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะในการแข่งขันติดต่อกันได้หลายปี
เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดของยุโรปเลยทีเดียว

ในที่สุดสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้ด้วยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว
ผสมผสานกับการป้องกัน
  ซึ่งจีนได้ศึกษาการเล่นของญี่ปุ่น
ก่อนนำมาประยุกต์ให้เข้ากับการเล่นแบบที่จีนถนัด กระทั่งกลายเป็นวิธีการเล่นของจีนที่เราเห็นในปัจจุบัน

หลังจากนั้นยุโรปได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เนื่องจากนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง และในปี ค.ศ.
1970 (พ.ศ. 2513) จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรป
และผู้เล่นชาวเอเชีย แต่นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงแล้ว ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มเก่งขึ้น
 
ทำให้ยุโรปสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จ

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1971 (พ.ศ. 2514) นักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดน 
ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับชาวยุโรป 
โดยในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ทีมสวีเดนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ปรังปรุงมา
ดังนั้นนักกีฬาของยุโรป และนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ
ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับ และลาตินอเมริกา
  ก็เริ่มก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น
และมีการแปลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคนิค ทำให้การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหายไปตั้งแต่ปี
 
ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503)  เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

จากนั้นจึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิคการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก 
และมีการปรับปรุงหน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ที่มีความยาวของเม็ดยางมากกว่าปกติ โดยการใช้ยางที่สามารถเปลี่ยนวิถีการหมุน
และทิศทางของลูกเข้าได้ จึงนับได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก
โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์ และมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กระทั่งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้ถูกบรรจุเป็นการแข่งขันประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก
เมื่อปี ค.ศ.
1988 (พ.ศ. 2531) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล
ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับประวัติกีฬาเทเบิ้ลเทนนิสในประเทศไทยนั้น
ทราบเพียงว่า คนไทยรู้จักคุ้นเคย และเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสมาเป็นเวลาช้านาน
แต่รู้จักกันในชื่อว่า กีฬาปิงปอง โดยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า มีการนำกีฬาชนิดนี้เข้ามาเล่นในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด
และใครเป็นผู้นำเข้ามา แต่ปรากฏว่ามีการเรียนการสอนมานานกว่า
30 ปี  โดยในปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
และมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆ รวมทั้งมีการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คำอธิบาย: ปิงปอง

การเล่นกีฬาปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิส

กีฬาปิงปอง
หรือ เทเบิลเทนนิส ที่เรารู้จักกันนั้น ถือเป็นกีฬาที่มีความยากในการเล่น เนื่องจากธรรมชาติของกีฬาประเภทนี้
ถูกจำกัดให้ตีลูกปิงปองลงบนโต๊ะของคู่ต่อสู้ ซึ่งบนฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่เพียง
4.5
ฟุต X 5 ฟุต และลูกปิงปองยังมีน้ำหนักเบามาก เพียง
2.7 กรัม โดยความเร็วในการเคลื่อนที่จากฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ใช้เวลาไม่ถึง
1 วินาที
ทำให้นักกีฬาต้องตีลูกปิงปองที่กำลังเคลื่อนมากลับไปทันที ซึ่งหากลังเลแล้วตีพลาด
หรือไม่ตีเลย ก็อาจทำให้ผู้เล่นเสียคะแนนได้

ทั้งนี้
ปิงปองมีประโยชน์ต่อผู้เล่น เนื่องจากต้องอาศัยความคล่องแคล่ว
ว่องไวในทุกส่วนของร่างกาย ดังนี้

1. สายตา
: สายตาจะต้องจ้องมองลูกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสังเกตหน้าไม้ของคู่ต่อสู้
และมองลูกว่าจะหมุนมาในลักษณะใด

2. สมอง
: ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองในการคิดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องวางแผนการเล่นแบบฉับพลันอีกด้วย

3. มือ
: มือที่ใช้จับไม้ปิงปอง จะต้องคล่องแคล่ว และว่องไว รวมถึงต้องรู้สึกได้เมื่อลูกปิงปองสัมผัสถูกหน้าไม้

4. ข้อมือ
: ในการตีบางลักษณะ จำเป็นต้องใช้ข้อมือเข้าช่วย ลูกจึงจะหมุนมากยิ่งขึ้น

5. แขน
: ต้องมีพละกำลัง และมีความอดทนในการฝึกซ้อมแบบสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความเคยชิน

6. ลำตัว
: การตีลูกปิงปองในบางจังหวะ ต้องใช้ลำตัวเข้าช่วย

7. ต้นขา
: ผู้เล่นต้องมีต้นขาที่แข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

8. หัวเข่า
: ผู้เล่นต้องย่อเข่า เพื่อเตรียมพร้อมในการเคลื่อนที่

9. เท้า
หากเท้าไม่เคลื่อนที่เข้าหาลูกปิงปอง
ก็จะทำให้ตามตีลูกปิงปองไม่ทัน

คำอธิบาย: ปิงปอง



วิธีการเล่นกีฬาปิงปอง หรือ
เทเบิลเทนนิส

1. การส่งลูกที่ถูกต้อง
ลูกจะต้องอยู่ที่ฝ่ามือแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ สูงไม่น้อยกว่า
16 เซนติเมตร

2. การรับลูกที่ถูกต้อง
เมื่อลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีข้ามตาข่ายมากระทบแดนของตนครั้งเดียว ต้องตีกลับให้ข้ามตาข่าย
หรืออ้อมตาข่ายกลับไป ลูกที่ให้ส่งใหม่ คือ ลูกเสิร์ฟติดตาข่าย แล้วข้ามไปตกแดนคู่ต่อสู้หรือเหตุอื่นที่ผู้ตัดสินเห็นว่าจะต้องเสิร์ฟใหม่

3. การแข่งขันมี
2 ประเภท คือ ประเภทเดี่ยวและประเภทคู่

4. การนับคะแนน
ถ้าผู้เล่นทำผิดกติกา จะเสียคะแนน

5. ผู้เล่นหรือคู่เล่นที่ทำคะแนนได้
11 คะแนนก่อน จะเป็นฝ่ายชนะ ยกเว้นถ้าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายทำคะแนนได้
10 คะแนนเท่ากันจะต้องเล่นต่อไป โดยฝ่ายใดทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
2 คะแนน จะเป็นฝ่ายชนะ

6. การแข่งขันประเภททีมมี
2 แบบ คือ

6.1. SWAYTHLING CUP มีผู้เล่นครั้งละ 3 คน

6.2. CORBILLON CUP มีผู้เล่นครั้งละ 2 - 4 คน

ที่มา
สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย
ศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ

 

 

แบบฝึกปิงปองให้สนุก

 

 

 

ฝึกง่ายๆ  เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือ ผู้เริ่มเล่นใหม่

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin1.jpg

ฝึกการสร้างความคุ้นเคยกับลูกปิงปอง
- ให้เด็กหัดโยนลูกปิงปองเล่น
ไม่ว่าจะทั้งโยนไปมา
, โยนให้ลูกปิงปองกระเด้งแล้วให้เด็กๆ
พยายามจับลูกปิงปองให้ได้ หรือ
โยนลูกกระทบข้างฝา ฯลฯ ซึ่งแบบฝึกนี้ต้องการให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยกับจังหวะการกระดอนของลูกปิงปอง รวมถึงได้สังเกตทิศทางของลูกปิงปองเมื่อกระทบกับสิ่งต่างๆ
โดยการฝึกจะให้เด็กๆ
ยืนเล่นหรือนั่งเล่นกับลูกปิงปองก็ได้

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin2.jpg

ฝึกการตีลูกด้านแบ๊คแฮนด์
- ฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกปิงปองด้วยด้านแบ๊คแฮนด์ ให้เด็กๆ
นั่งลงกับพื้น(ดังรูป)
โดยให้อีกฝ่ายหนึ่งกลิ้งลูกไปกับพื้น และให้อีกฝ่ายหนึ่งหัดตีลูกปิงปองให้โดนโดยใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ในการตีลูก

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin3.jpg

ฝึกการตีลูกด้านโฟร์แฮนด์
- ทำนองเดียวกัน เราสามารถฝึกให้เด็กๆ หัดตีลูกด้วยด้านโฟร์แฮนด์เช่นเดียวกันกับการฝึกตีด้านแบ๊คแฮนด์ข้างต้น ซึ่งการฝึกลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้การใช้ไม้ปิงปองตีลูกด้วยด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์ เด็กๆ จะรู้สึกว่าการเริ่มเล่นปิงปองนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin4.jpg

ฝึกการเดาะลูกปิงปองแบบต่างๆ
- จากนั้น....เราสามารถฝึกให้เด็กๆ
หัดเดาะลูกปิงปองในลักษณะต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์เดาะลูก , ใช้โฟร์แฮนด์เดาะลูก หรืออาจจะเลี้ยงลูกให้อยู่บนหน้าไม้โดยไม่ให้ลูกตกลงพื้นก็ได้ ซึ่งแบบฝึกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้เด็กๆ
ฝึกการควบคุมลูกปิงปองให้ได้
โดยผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์รูปแบบการฝึกต่างๆ
ได้อย่างมากมาย
แต่ข้อสำคัญสำหรับผู้สอนก็คือ
การที่จะต้องไม่เคร่งครัดกับการฝึกเด็กๆ
ในวัยนี้จนเกินไป ควรจะสอนให้เด็กๆ ได้มีความสนุกสนานกับการฝึกปิงปองมากกว่าจะให้เด็กการความรู้สึกที่ซีเรียสกับกีฬาชนิดนี้ เพราะหากเด็กๆ เกิดความรู้สึกเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและจะเลิกเล่นไปในที่สุด

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin5.jpg

ฝึกให้รู้จักการตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์
-
หลังจากที่เด็กๆ
ชำนาญการเดาะลูกแล้ว ผู้ฝึกสอนสามารถเปลี่ยนแบบฝึกมาเป็นให้เด็กๆ
หัดตีลูกด้วยโฟร์แฮนด์ โดยให้เด็กๆ อีกคนหนึ่งโยนลูกปิงปองให้อีกคนหนึ่งตีลูกโดยใช้ด้านโฟร์แฮนด์และด้านแบ๊คแฮนด์สลับกันไปมา

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin6.jpg

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านแบ๊คแฮนด์
-
จากนั้นลองให้เด็กๆ
หัดตีลูกปิงปองกับผนังโดยการนั่ง
เริ่มต้นจากการใช้ด้านแบ๊คแฮนด์ก่อน(ดังรูป)
พยายามให้เด็กๆ ตีโต้ได้หลายๆ ลูกขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin7.jpg

 

ฝึกการตีลูกปิงปองกับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
-
และตามด้วยการฝึกตีนั่งตีโต้กับผนังด้วยด้านโฟร์แฮนด์
และเมื่อเด็กๆ
เกิดความคล่องและชำนาญขึ้นแล้ว
ผู้ควบคุมการฝึกสามารถประยุกษ์ให้เด็กๆ
นั่งตีโต้กับผนังโดยสลับการตีด้วยแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin8.jpg

ฝึกการตีโต้กับผนังด้วยการยืน
-
จากนั้นให้เด็กๆ
เปลี่ยนจากการนั่งเป็นการยืนตีโต้กับกำแพง
โดยใช้ฝึกตีโต้โดยใช้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์สลับกันไป

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin9.jpg

ฝึกตีลูกไปข้างหน้า
-
ฝึกให้เด็กๆ ตีลูกไปข้างหน้า
โดยการปล่อยลูกปิงปองตกพื้นก่อนและค่อยตี(ดังรูป)
โดยสามารถฝึกให้ตีได้ทั้งด้านแบ๊คแฮนด์และโฟร์แฮนด์

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin10.jpg

ฝึกตีโต้ไปมากลางอากาศ
-
เมื่อเด็กๆ เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้นแล้ว ควรหัดให้เด็กๆ ตีลูกโต้ไป-มากลางอากาศโดยไม่ให้ลูกปิงปองตกลงพื้นดิน ซึ่งสามารถฝึกตีโต้ได้ทั้งด้านโฟร์แฮนด์และแบ๊คแฮนด์สลับไปมา

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin11.jpg

เพิ่มเกมส์ให้เด็กๆ เพื่อความสนุกสนานในการฝึก
- เมื่อเด็กๆ
เกิดความชำนาญมากขึ้น
ควรหาเกมส์ต่างๆ
มาให้เด็กๆ ฝึกกัน
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ในการฝึกเด็กในวัยนี้เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานมากกว่าจะฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย แบบฝึกในวัยนี้จึงควรเน้นไปที่เบสิกต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ เกิดทักษะในการควบคุมลูกปิงปอง รวมถึงได้เรียนรู้จังหวะและคุ้ยเคยกับเกมส์ปิงปองมากขึ้น

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin12.jpg

เกมส์เก้าอี้ดนตรี
-
หาเกมส์ต่างๆ มาให้เด็กๆ ได้ฝึกเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งอาจเปิดเสียงเพลงประกอบการฝึกไปด้วยก็ไม่ผิดอะไร

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin13.jpg

เกมส์ปิงปอง-วอลเลย์
- ลองแบ่งข้างให้เด็กๆ ได้ตีลูกปิงปองข้ามตาข่ายกัน
อาจจะใช้แผงกั้นแบ่งออกเป็น
2 ฝ่าย
และให้เด็กๆ
ตีโต้ข้ามไปมา
ลองฝึกแบบนี้เด็กๆ
ไม่สนุกและยังเบื่ออีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin14.jpg

ปิงปอง-บอลลูน
-
หาลูกโป่งมาให้เด็กๆ ตีบ้าง ก็คงไม่เห็นเป็นไรนะครับ

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin15.jpg

ฝึกตีแบบมีเป้าหมายและกำหนดจุดให้ลูกโดน
-
ลองหาขวดหรือสิ่งของต่างๆ
มาให้เด็กตีลูกปิงปองไปให้โดน
(เหมือนกับการยิงปืนลมในงานวัด)
บ้างก็ดีนะครับ
แบบฝึกนี้จะฝึกให้เด็กได้มีเป้าหมายในการตีลูกปิงปองไป
ซึ่งเด็กๆ
จะเกิดความสนุกสนานและเกิดความชำนาญโดยไม่รู้ตัว

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin16.jpg

ฝึกกำหนดจุดกระทบบนผนัง
-
เราสามารถกำหนดจุดให้เด็กๆ
ตีโต้บนผนังได้(ดังรูป)
โดยให้เด็กตีโต้กับกำแพงสลับด้านแบ๊คแฮนด์-โฟร์แฮนด์ไปมา
หรือจะให้เด็กๆ
ผลัดกันตีคนละทีก็ประยุกษ์ใช้ได้เช่นกันครับ

 

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin17.jpg

 

หาเกมส์มาเล่นกันอีกดีกว่า
- เกมส์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ต่อการฝึกปิงปองในวันเด็กๆ
ทั้งนั้น เด็กๆ
จะเกิดความชำนาญขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเราฝึกเด็กเหล่านี้ในเบสิกต่างๆ
ที่สูงขึ้น คุณจะรู้สึกว่าได้ว่าเด็กๆ จะเกิดการพัฒนาได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านการฝึกแบบนี้มาก่อนเลย

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin18.jpg

เล่นเกมส์ต่อกันดีกว่า
-
แบ่งพื้นออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆ
กัน จากนั้นให้เด็กๆ ตีลูกปิงปองไปตามช่องต่างๆ
โดยจะตีไปช่องไหนก็ได้ ทดลองเล่นดูนะครับ เด็กๆ ที่ได้เล่นเกมส์นี้จะเกิดสมาธิในการเตรียมพร้อมที่จะตีลูกปิงปองตลอดเวลา รวมถึงจะได้เกิดความคิดในการตีลูกไปอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ รับไปได้อีกด้วย

 

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin19.jpg

ฝึกตีปิงปองบนพื้นก่อนฝึกบนโต๊ะ
- การฝึกแบบนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับกีฬาปิงปองได้เร็วขึ้นกว่านำเด็กไปฝึกตีปิงปองบนโต๊ะปิงปองจริงทันที

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin20.jpg

โต๊ะอาหารก็นำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองได้นะ
- โต๊ะเรียนหนังสือ โต๊ะอาหาร ก็สามารถนำมาทำเป็นโต๊ะปิงปองสำหรับเด็กๆ หัดเล่นก่อนได้
ทั้งนี้โต๊ะเหล่านี้จะไม่มีขนาดที่ใหญ่เกินไปนั่นเอง
ซึ่งจะทำให้เด็กๆ หัดตีปิงปองได้ง่ายขึ้น

 

 

คำอธิบาย: http://w3.thaiwebwizard.com/member/Arada/images/ABOUT%20US/bigin21.jpg

 

ฝึกตีปิงปองโดยมีครูฝึกป้อนหรือใช้เครื่องยิงป้อน
- เมื่อเด็กๆ
พร้อมที่จะเล่นกับโต๊ะปิงปองจริงๆ
ควรจะมีครูฝึกเป็นผู้ที่คอยป้อนลูกจะดีกว่า
เพราะหากปล่อยให้เด็กๆ เล่นกันเอง
จะทำให้เกิดความชำนาญได้ช้าและไม่มีผู้ที่คอยบอกข้อบกพร่องของเด็กๆ แต่ละคน

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติปิงปอง

 

 

คำอธิบาย: ปิงปอง

 
กีฬาปิงปอง
เป็นกีฬาสันทนาการอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานในหมู่คณะ ขณะเดียวกันก็เป็นกีฬาที่มีความท้าทายที่ผู้เล่นต้องต้องอาศัยไหวพริบ
และความคล่องแคล่วของร่างกายในการรับ-ส่งลูก ซึ่งความท้าทายนี้จึงทำให้กีฬาปิงปองได้รับความนิยมในระดับสากล
กระทั่งถูกบรรจุในการแข่งขันระดับโลก ด้วยความน่าสนใจของกีฬาปิงปองนี้ ดังนั้นทางกระปุกดอทคอมจึงได้นำข้อมูลของกีฬาปิงปองมาฝากค่ะ

ประวัติกีฬาปิงปอง หรือ เทเบิลเทนนิส
 
กีฬาปิงปองได้เริ่มขึ้นครั้งแรก
ในปี ค.ศ.
1890 (พ.ศ. 2433) ที่ประเทศอังกฤษ
โดยในอดีตอุปกรณ์ที่ใช้เล่นปิงปองเป็นไม้หุ้มหนังสัตว์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไม้ปิงปองในปัจจุบัน
ส่วนลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ ซึ่งทำจากพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ โดยเวลาที่ลูกบอลกระทบกับพื้นโต๊ะ
และไม้ตีจะเกิดเสียง "ปิก-ป๊อก"
  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกชื่อตามเสียงที่ได้ยินว่า
"ปิงปอง" (
PINGPONG) และได้เริ่มแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

ซึ่งวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้น
จะเป็นการเล่นแบบยัน (
BLOCKING)  และแบบดันกด
(PUSHING) ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING และ CROP  หรือเรียกว่า การเล่นถูกตัด ซึ่งวิธีการเล่นนี้เป็นที่นิยมมากแถบนยุโรป
ส่วนวิธีการจับไม้ จะมี
2 ลักษณะ คือ จับไม้แบบจับมือ (SHAKEHAND)
ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับแบบยุโรป" และการจับไม้แบบจับปากกา
(
PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า "จับไม้แบบจีน"

ในปี ค.ศ. 1900
(พ.ศ.  2443) เริ่มปรากฏว่า มีการหันมาใช้ไม้ปิงปองติดยางเม็ดแทนหนังสัตว์
ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุก หรือแบบบุกโจมตี (
ATTRACK หรือ OFFENSIVE) 
โดยใช้ท่า หน้ามือ (FOREHAND)  และ หลังมือ 
(BACKHAND) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น และยังคงนิยมการจับแบบไม้แบบยุโรป ดังนั้นจึงถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ต่อมาในปี
ค.ศ.
1922 (พ.ศ. 2465)  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา
จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า "
PINGPONG" ด้วยเหตุนี้
กีฬาปิงปองจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เทลเบิลเทนนิส (
TABLE TENNIS) และในปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL
TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม 
พร้อมกับมีการจัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่
ขึ้น เป็นครั้งแรก

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1950 (พ.ศ. 2493) เป็นยุคที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้หันมาสนใจกีฬาเทเบิลเทนนิสมากขึ้น
และได้มีการปรับวิธีการเล่นโดยเน้นไปที่ การตบลูกแม่นยำ และหนักหน่วง และการใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า
ต่อมาในปี ค.ศ.
1952 (พ.ศ. 2495) ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก
ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และในปี ค.ศ.
1953 (พ.ศ. 2496)
สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์
ประเทศรูมาเนีย
  ทำให้จึงกีฬาเทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริง
โดยในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา
  และมีการพัฒนาไม้ปิงปองโดยใช้ยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำ
เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

คำอธิบาย: ปิงปอง

ในเรื่องเทคนิคของการเล่นนั้น
ยุโรปรุกด้วยความแม่นยำ และมีช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่ใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ญี่ปุ่นสามารถชนะการเล่นของยุโรปได้
  แม้ในช่วงแรกหลายประเทศจะมองว่าวิธีการเล่นของญี่ปุ่น
เป็นการเล่นที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะในการแข่งขันติดต่อกันได้หลายปี
เรียกได้ว่าเป็นยุคมืดของยุโรปเลยทีเดียว

ในที่สุดสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้ด้วยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว
ผสมผสานกับการป้องกัน
  ซึ่งจีนได้ศึกษาการเล่นของญี่ปุ่น
ก่อนนำมาประยุกต์ให้เข้ากับการเล่นแบบที่จีนถนัด กระทั่งกลายเป็นวิธีการเล่นของจีนที่เราเห็นในปัจจุบัน

หลังจากนั้นยุโรปได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เนื่องจากนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง และในปี ค.ศ.
1970 (พ.ศ. 2513) จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรป
และผู้เล่นชาวเอเชีย แต่นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงแล้ว ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มเก่งขึ้น
 
ทำให้ยุโรปสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จ

จากนั้นในปี
ค.ศ.
1971 (พ.ศ. 2514) นักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดน 
ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับชาวยุโรป 
โดยในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ทีมสวีเดนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ปรังปรุงมา
ดังนั้นนักกีฬาของยุโรป และนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ
ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับ และลาตินอเมริกา
  ก็เริ่มก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น
และมีการแปลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคนิค ทำให้การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหายไปตั้งแต่ปี
 
ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503)  เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

จากนั้นจึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิคการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก 
และมีการปรับปรุงหน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ที่มีความยาวของเม็ดยางมากกว่าปกติ โดยการใช้ยางที่สามารถเปลี่ยนวิถีการหมุน
และทิศทางของลูกเข้าได้ จึงนับได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก
โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์ และมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กระทั่งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้ถูกบรรจุเป็นการแข่งขันประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก
เมื่อปี ค.ศ.
1988 (พ.ศ. 2531) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล
ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

สำหรับประวัติกีฬาเทเบิ้ลเทนนิสในประเทศไทยนั้น
ทราบเพียงว่า คนไทยรู้จักคุ้นเคย และเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสมาเป็นเวลาช้านาน
แต่รู้จักกันในชื่อว่า กีฬาปิงปอง โดยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า มีการนำกีฬาชนิดนี้เข้ามาเล่นในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด
และใครเป็นผู้นำเข้ามา แต่ปรากฏว่ามีการเรียนการสอนมานานกว่า
30 ปี  โดยในปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสมาคมเทเบิลเทนนิสสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
และมีการแข่งขันของสถาบันต่างๆ รวมทั้งมีการแข่งขันชิงแชมป์ถ้วยพระราชทานแห่งประเทศไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

คำอธิบาย: ปิงปอง

การเล่นกีฬาปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิส

กีฬาปิงปอง
หรือ เทเบิลเทนนิส ที่เรารู้จักกันนั้น ถือเป็นกีฬาที่มีความยากในการเล่น เนื่องจากธรรมชาติของกีฬาประเภทนี้
ถูกจำกัดให้ตีลูกปิงปองลงบนโต๊ะของคู่ต่อสู้ ซึ่งบนฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่เพียง
4.5
ฟุต X 5 ฟุต และลูกปิงปองยังมีน้ำหนักเบามาก เพียง
2.7 กรัม โดยความเร็วในการเคลื่อนที่จากฝั่งหนึ่ง ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
ใช้เวลาไม่ถึง
1 วินาที
ทำให้นักกีฬาต้องตีลูกปิงปองที่กำลังเคลื่อนมากลับไปทันที ซึ่งหากลังเลแล้วตีพลาด
หรือไม่ตีเลย ก็อาจทำให้ผู้เล่นเสียคะแนนได้

ทั้งนี้
ปิงปองมีประโยชน์ต่อผู้เล่น เนื่องจากต้องอาศัยความคล่องแคล่ว
ว่องไวในทุกส่วนของร่างกาย ดังนี้

1. สายตา
: สายตาจะต้องจ้องมองลูกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสังเกตหน้าไม้ของคู่ต่อสู้
และมองลูกว่าจะหมุนมาในลักษณะใด

2. สมอง
: ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองในการคิดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องวางแผนการเล่นแบบฉับพลันอีกด้วย

3. มือ
: มือที่ใช้จับไม้ปิงปอง จะต้องคล่องแคล่ว และว่องไว รวมถึงต้องรู้สึกได้เมื่อลูกปิงปองสัมผัสถูกหน้าไม้

4. ข้อมือ
: ในการตีบางลักษณะ จำเป็นต้องใช้ข้อมือเข้าช่วย ลูกจึงจะหมุนมากยิ่งขึ้น

5. แขน
: ต้องมีพละกำลัง และมีความอดทนในการฝึกซ้อมแบบสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความเคยชิน

6. ลำตัว
: การตีลูกปิงปองในบางจังหวะ ต้องใช้ลำตัวเข้าช่วย

7. ต้นขา
: ผู้เล่นต้องมีต้นขาที่แข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

8. หัวเข่า
: ผู้เล่นต้องย่อเข่า เพื่อเตรียมพร้อมในการเคลื่อนที่

9. เท้า
หากเท้าไม่เคลื่อนที่เข้าหาลูกปิงปอง
ก็จะทำให้ตามตีลูกปิงปองไม่ทัน

คำอธิบาย: ปิงปอง



วิธีการเล่นกีฬาปิงปอง หรือ
เทเบิลเทนนิส

1. การส่งลูกที่ถูกต้อง
ลูกจะต้องอยู่ที่ฝ่ามือแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ สูงไม่น้อยกว่า
16 เซนติเมตร

2. การรับลูกที่ถูกต้อง
เมื่อลูกเทเบิลเทนนิสถูกตีข้ามตาข่ายมากระทบแดนของตนครั้งเดียว ต้องตีกลับให้ข้ามตาข่าย
หรืออ้อมตาข่ายกลับไป ลูกที่ให้ส่งใหม่ คือ ลูกเสิร์ฟติดตาข่าย แล้วข้ามไปตกแดนคู่ต่อสู้หรือเหตุอื่นที่ผู้ตัดสินเห็นว่าจะต้องเสิร์ฟใหม่

3. การแข่งขันมี
2 ประเภท คือ ประเภทเดี่ยวและประเภทคู่

4. การนับคะแนน
ถ้าผู้เล่นทำผิดกติกา จะเสียคะแนน

5. ผู้เล่นหรือคู่เล่นที่ทำคะแนนได้
11 คะแนนก่อน จะเป็นฝ่ายชนะ ยกเว้นถ้าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายทำคะแนนได้
10 คะแนนเท่ากันจะต้องเล่นต่อไป โดยฝ่ายใดทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
2 คะแนน จะเป็นฝ่ายชนะ

6. การแข่งขันประเภททีมมี
2 แบบ คือ

6.1. SWAYTHLING CUP มีผู้เล่นครั้งละ 3 คน

6.2. CORBILLON CUP มีผู้เล่นครั้งละ 2 - 4 คน

ที่มา
สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย
ศูนย์กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ

 

 

ความสำคัญของอาหาร

อาหารสร้างเสริมทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆที่บริโภคเข้าไป อาหาร เสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับสุขภาพดีในร่างกายวัยผู้ใหญ่ย่อมมีการชำรุดสึกหรอ เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานมานาน จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั้นให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งการซ่อมแซมนี้ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกโปรตีน อาหาร ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอาหาร ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ตามปกติ เนื่องจากแหล่งพลังงานของร่างกายได้มาจากอาหาร การทำงานของอวัยวะต่างๆต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมจึงทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ตามปกติ เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีธาตุไอโอดีน ถ้าร่างกายได้รับธาตุไอโอดีนน้อยเกินไปก็จะทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติและเป็นโรคคอพอกได้ นอกจากนี้การทำงานของอวัยวะต่างๆทุกระบบล้วนแล้วแต่ต้องได้รับพลังงานจากสารอาหารด้วยกันทั้งสิ้น อาหาร ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆจะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข้ก็จะมีความรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชวิตมีความสุข

ชื่ออาหารพร้อมคำแปลภาษาอังกฤษ

1. ไก่ต้มข่า = Chicken in coconut milk and galangal

2. เนื้อผัดน้ำมันหอย = Fried beef with oyster sauce

3. แกงเผ็ดเป็ดย่าง = Red curry with roast duck

4. แกงเขียวหวานไก่ = Green curry chicken in coconut milk (แกงกะทิ)

5. ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมพริกไทย = Fried river fish with garlic and pepper

6. หมูผัดใบกะเพรา = Santed pork with chilli & Basil leaves (Basil leaves = ใบกะเพรา)

7. ปลาดุกผัดเผ็ด = Santed eat fish with chilli paste (cat fish = ปลาดุก) (chilli paste = เครื่องแกง)

8. ผัดกะเพราไก่ = Spicy fried chicken with basil leaves

9. ผัดผักรวมมิตร = Sauted mixed vegetables in oyster sauce

10. ห่อหมกปลา = Fish curry in babana leaves

ทักษะของการเสิร์ฟหรือส่งลูกบอลของปิงปอง
วิธีปฏิบัติ
1.การยืน กลไกลท่าทางการเริ่มต้นในการยืนตีลูกบอลด้านหน้ามือและหลังมือ ตำแหน่งการยืนใกล้โต๊ะห่างประมาณ 1-2 ฟุต

2.การถือไม้แร็กเกต หน้าไม้ปิดคว่ำลงเล็กน้อย ข้อศอกแนบชิดลำตัวงอทำมุมของแขนประมาณ 90 องศา

3.การถือลูกบอล ให้มืออิสระแบบฝ่ามือนิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกันนิ้วหัวแม่มือกลางออกเล็กน้อย ทำฝ่ามือให้เป็นอุ้ง วางลูกบอลไว้ไม่กำหรือหนีบลูกบอลไว้ แขนงอข้อศอก ยกไว้ระดับหน้าอกด้นหน้าลำตัว สายตาจับมองที่ลูกบอลและที่หมาย

4.การโยนลูกบอล ให้โยนลูกบอลขึ้นในอากาศแนวดิ่ง ค่อนทางไหล่ซ้าย เมื่อตีลูกบอลด้านหลังมือหรือค่อนทางไหล่ขวาเมื่อต้องการการตีลูกบอลด้านหน้ามือ ระดับความสูงในการโยนสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของการตีปะทะลูกบอลให้ลูกบอลหมุนในลักษณะใด

5.การเหวี่ยงตี ให้มีจังหวะของระยะการเหวี่ยงแขน เพื่อเตรียมตีและจังหวะของการตีปะทะลูกบอล แขนเคลื่อนจากตำแหน่งเตรียมเหวี่ยงไปข้างหลังและกลับมาข้างหน้า ระนาบขนานพื้นหมุนบิดลำตัวไปตามจังหวะของการเหวี่ยงแขน เท้าให้ใช้ปลายเท้าเป็นจุดหมุน (เปิดส้นเท้า) จังหวะของการตีปะทะลูกบอลเมื่อลูกบอลกำลังตกมา แนวหน้าไม้ปะทะลูกบอลต้องอยู่หลังเส้นแนวขอบโต๊ะ (เส้นสกัด)

6.การส่งแรงปะทะ แรงส่งแรงจากแขน หัวไหล่ ลำตัว และการถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหลังมาสู่เท้าหน้า เป็นการส่งเสริมแรงอีกแรงหนึ่ง การส่งแรงปะทะนี้หมายรวมถึงการควบคุมบังคับวิถีทางของลูกบอลอีกด้วยในขณะที่หน้าไม้ปะทะตีลูกบอลแล้วให้มีการพักผ่อนตามทิศทางของแขนในการเหวี่ยงตีลูกบอล

7.การเสิร์ฟเข้าเล่น ต้องตีปะทะลูกบอลให้กระดอนพื้นโต๊ะแดนของตนเองก่อน 1 ครั้ง ก่อนข้ามตาข่ายตกในแดนของคู่ต่อสู้อีก 1 ครั้ง

รูปภาพของ wmp6782pluemmuanhatai

 

 

ทักษะการตีลูกโต้ด้วยวิธีจับไม้แบบต่างๆ

การตีลูกโต้ด้วยหน้ามือและหลังมือ ทั้งวิธีการจับไม้แบบจับมือและแบบจับปากกานี้ เป็นการตีลูกขั้นพื้นฐาน เพื่อต้องการให้ลูกข้ามไปตกยังจุดที่ต้องการในแดนของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้

 การตีลูกโต้หน้ามือด้วยวิธีการจับไม้แบบจับมือ

วิธีปฏิบัติผู้เล่นยืนตรงกลางโต๊ะ ห่างจากโต๊ะประมาณ 1-2 ฟุต เท้าทั้งสองข้างแยกห่างกันประมาณ 1 ช่วงไหล่ ส้นเท้ายกขึ้นเล็กน้อยเพื่อสะดวกในการเคลื่อนเท้าไปยังทิศทางที่ต้องการ ย่อเข่าและลำตัวก้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่บนปลายเท้าทั้งสองข้าง ข้อศอกกางออกจากข้างลำตัวพอประมาณ มือขวา (ที่จับไม้) ถือไม้อยู่ลำดับเอว ปลายไม้ชี้ขึ้น
ลักษณะท่าทางการตีลูก เมื่อลูกกระดอนจากโต๊ะมาทางขวามือ ตามองลูกที่พุ่งมา ถ้าตีไม่ถนัดให้ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางด้านหลัง เอี้ยวตัวไปทางขวาพอสมควร ข้อศอกขวาห่างจากลำตัวเล็กน้อย มือซ้ายยกขึ้นประมาณระดับเอว เพื่อช่วยการในทรงตัว ขณะที่ตีลูกพยายามให้หน้าไม้ขนานกับพื้น พร้อมกับเอี้ยวตัวกลับที่เดิม เมื่อตีลูกไปแล้วให้เหวี่ยงแขนตามทิศทางที่ลูกไป แต่ถ้าสามารถตีลูกได้ได้โดดยไม่ต้องเคลื่อนเท้า ให้เอี้ยวลำตัวไปทางขวาเล็กน้อย พร้อมกับเหวี่ยงแขนขวาเฉียงไปทางด้านหลัง ข้อศอกขวาห่างจากลำตัวเพียงเล็กน้อย ตีลูกให้หน้าไม้ขนานกับพื้น โดยให้ลูกข้ามตาข่ายไปตกยังจุดที่ต้องการในแดนของฝ่ายตรงข้าม

การตีลูกโต้หลังมือด้วยวิธีจับไม้แบบจับมือ
ลักษณะท่าทางการยืนเตรียมพร้อมเหมือนกับการยืนตีลูกโต้หน้ามือ เมื่อลูกกระดอนขึ้นจากพื้นโต๊ะ บริเวณทางด้านซ้ายมือของผู้รับ ถ้าตีลูกไม่ถนัดให้ก้าวเท้าขวาพร้อมกับเหวี่ยงไม้เฉียงขึ้นไปทางซ้ายมือ มือซ้ายยกขึ้นระดับเอวเพื่อช่วยในการทรงตัว ตามองลูกที่กระดอนขึ้นมาจากโต๊ะ เคลื่อนตัวเข้าหาทางทิศทางที่ลูกมา แล้วตีลูกไปในลักษณะคล้ายกับการผลักลูกให้ข้ามตาข่าย เมื่อตีลูกไปแล้วจะต้องเหยียดแขนตามทิศทางที่ลูกไปด้วย แต่ถ้าลูกกระดอนมาตรงตัวก็ไม่ต้องเคลื่อนเท้า ให้เหวี่ยงแขนชิดลำตัวแล้วตีลูกข้ามตาข่ายไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามตามจุดที่ต้องการ

การตีลูกโต้หน้ามือด้วยวิธีการจับไม้แบบปากกา
เนื่องจากการถือไม้แบบนี้เป็นการใช้หน้าไม้เพียงด้านเดียว ในการตีลูก(ทั้งด้านซ้ายและขวา) สำหรับผู้จับไม้ด้วยมือขวา เมื่อตีลูกทางด้านซ้ายมือ เรียก "ลูกหลังมือ" และเมื่อตีลูกทางขวามือเรียก "ลูกหลังมือ" ดังนั้น ในการเปลี่ยนทิศทางการตีลูกจึงแตกต่างกับการจับไม้แบบจับมือ เพราะการจับไม้แบบจับมือนี้เป็นการตีแบบเปลี่ยนหน้าไม้ ส่วนการจับไม้แบบจับปากกานั้นเป็นการใช้บิดข้อมือแทนการเปลี่ยนหน้าไม้ การตีลูกโต้หน้ามือด้วยวิธีจับไม้แบบจับปากกา ผู้เล่นจะยืนเตรียมพร้อมตรงกลางโต๊ะห่างจากโต๊ะประมาณ 1-2 ฟุต เท้าแยกห่างจากกันประมาณ 1 ช่วงไหล่ ส้นเท้ายกขึ้นเล็กน้อย เพื่อความคล่องแคล่วตัวในการเคลื่อเท้าไปยังทิศทางที่ต้องการ ย่อเข่าและลำตัวก้มไปข้างหน้า ทิ้งน้ำหนักตัวให้อยู่บนปลายเท้าทั้งสองข้าง กางข้อศอกออกจากลำตัวพอประมาณ มือขวา (ถ้าถนัดขวา) ถือไม้เทเบิลเทนนิสแบบจับปากกาไว้ด้านหน้า ห่างจากลำตัวประมาณ 20-25 ซม. เมื่อลูกกระดอนจากโต๊ะมาทางด้านขวามือให้ก้าวเท้าซ้ายหันเฉียงไปทางขวา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย ตามองดูลูกตลอดเวลา พร้อมกับเหวี่ยงแขนขวาเฉียงไปทางหลังด้านขวา ให้สันไม้ตั้งขึ้นบิดลำตัวไปทางขวาเล็กน้อย ยกมือซ้ายขึ้นระดับเอวเพื่อช่วยในการทรงตัว แล้วเหวี่ยงแขนกลับมา ใช้หน้าไม้ตีลูกข้ามตาข่ายไปตกยังจุดที่ต้องการ โดยเหวี่ยงแขนตามทิศทางที่ตีลูกไป ถ้าลูกมาใกล้ตัวทางขวามือ อาจใช้การบิดลำตัวไปทางขวาพร้อมกับเหวี่ยงแขนตีลูกข้ามตาข่ายไป โดยไม่ต้องเคลื่อนเท้าก็ได้

การตีลูกโต้หลังมือด้วยวิธีจับไม้แบบจับปากา
ลักษณะท่าทางการยืนเตรียมพร้อมเหมือนกับการตีลูกโต้ด้วยหน้ามือ ตามองดูลูกตลอดเวลาถ้าลูกกระดอนมาทางซ้ายมือห่างจากลำตัว ให้ก้าวเท้าขวา หันหน้าเฉียงไปทางซ้าย น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมกับเหวี่ยงแขนขวาเฉียงไปทางซ้าย หันหน้าไม้ทางด้านหลังมือเข้ารับลูก ยกแขนซ้ายสูงขึ้นเพื่อช่วยการทรงตัว บิดลำตัวเล็กน้อย แล้วเหวี่ยงไม้กลับมาตีลูก เหวี่ยงแขนขวาไปตามทิศทางที่ตีลูกไปแต่ถ้าลูกมาตรงตัวหรือใกล้ตัวมากให้เหวี่ยงไม้เข้าหาลำตัว แล้วตีลูกข้ามตาข่ายไปโดยไม่ต้องเคลื่อนเท้าก็ได้

ด.ญ.เหมือนหทัย  บรรเลงจิต 

รูปภาพของ wmp6985Jenteera

ทักษะของการเสิร์ฟหรือส่งลูกบอลของปิงปอง

วิธีปฏิบัติ
1.การยืน กลไกลท่าทางการเริ่มต้นในการยืนตีลูกบอลด้านหน้ามือและหลังมือ ตำแหน่งการยืนใกล้โต๊ะห่างประมาณ 1-2 ฟุต

2.การถือไม้แร็กเกต หน้าไม้ปิดคว่ำลงเล็กน้อย ข้อศอกแนบชิดลำตัวงอทำมุมของแขนประมาณ 90 องศา

3.การถือลูกบอล ให้มืออิสระแบบฝ่ามือนิ้วทั้ง 4 เรียงชิดติดกันนิ้วหัวแม่มือกลางออกเล็กน้อย ทำฝ่ามือให้เป็นอุ้ง วางลูกบอลไว้ไม่กำหรือหนีบลูกบอลไว้ แขนงอข้อศอก ยกไว้ระดับหน้าอกด้นหน้าลำตัว สายตาจับมองที่ลูกบอลและที่หมาย

4.การโยนลูกบอล ให้โยนลูกบอลขึ้นในอากาศแนวดิ่ง ค่อนทางไหล่ซ้าย เมื่อตีลูกบอลด้านหลังมือหรือค่อนทางไหล่ขวาเมื่อต้องการการตีลูกบอลด้านหน้ามือ ระดับความสูงในการโยนสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความมุ่งหมายของการตีปะทะลูกบอลให้ลูกบอลหมุนในลักษณะใด

5.การเหวี่ยงตี ให้มีจังหวะของระยะการเหวี่ยงแขน เพื่อเตรียมตีและจังหวะของการตีปะทะลูกบอล แขนเคลื่อนจากตำแหน่งเตรียมเหวี่ยงไปข้างหลังและกลับมาข้างหน้า ระนาบขนานพื้นหมุนบิดลำตัวไปตามจังหวะของการเหวี่ยงแขน เท้าให้ใช้ปลายเท้าเป็นจุดหมุน (เปิดส้นเท้า) จังหวะของการตีปะทะลูกบอลเมื่อลูกบอลกำลังตกมา แนวหน้าไม้ปะทะลูกบอลต้องอยู่หลังเส้นแนวขอบโต๊ะ (เส้นสกัด)

6.การส่งแรงปะทะ แรงส่งแรงจากแขน หัวไหล่ ลำตัว และการถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหลังมาสู่เท้าหน้า เป็นการส่งเสริมแรงอีกแรงหนึ่ง การส่งแรงปะทะนี้หมายรวมถึงการควบคุมบังคับวิถีทางของลูกบอลอีกด้วยในขณะที่หน้าไม้ปะทะตีลูกบอลแล้วให้มีการพักผ่อนตามทิศทางของแขนในการเหวี่ยงตีลูกบอล

7.การเสิร์ฟเข้าเล่น ต้องตีปะทะลูกบอลให้กระดอนพื้นโต๊ะแดนของตนเองก่อน 1 ครั้ง ก่อนข้ามตาข่ายตกในแดนของคู่ต่อสู้อีก 1 ครั้ง

 

ด.ญ.เจนธีรา  เกตุแก้ว 

รูปภาพของ wmp6782pluemmuanhatai

 ความสำคัญของอาหาร

 1. อาหารสร้างเสริมทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆที่บริโภคเข้าไป  

2. อาหาร เสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับสุขภาพดีในร่างกายวัยผู้ใหญ่ย่อมมีการชำรุดสึกหรอ เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานมานาน จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั้นให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งการซ่อมแซมนี้ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกโปรตีน 

3. อาหาร ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

 4. อาหาร ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ตามปกติ เนื่องจากแหล่งพลังงานของร่างกายได้มาจากอาหาร การทำงานของอวัยวะต่างๆต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมจึงทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ตามปกติ เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีธาตุไอโอดีน ถ้าร่างกายได้รับธาตุไอโอดีนน้อยเกินไปก็จะทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติและเป็นโรคคอพอกได้ นอกจากนี้การทำงานของอวัยวะต่างๆทุกระบบล้วนแล้วแต่ต้องได้รับพลังงานจากสารอาหารด้วยกันทั้งสิ้น

5. อาหาร ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆจะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข้ก็จะมีความรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชวิตมีความสุข



เนื่องจากอาหารแต่ละประเภทจะมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทุกประเภท และถูกต้องตามหลักโภชนาการ

จึงจะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน

ด.ญ.เหมือนหทัย  บรรเลงจิต 

รูปภาพของ wmp6985Jenteera

ความสำคัญของอาหาร

อาหารสร้างเสริมทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆที่บริโภคเข้าไป   อาหาร เสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับสุขภาพดีในร่างกายวัยผู้ใหญ่ย่อมมีการชำรุดสึกหรอ เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานมานาน จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั้นให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งการซ่อมแซมนี้ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกโปรตีน  อาหาร ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอาหาร ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ตามปกติ เนื่องจากแหล่งพลังงานของร่างกายได้มาจากอาหาร การทำงานของอวัยวะต่างๆต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมจึงทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ตามปกติ เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีธาตุไอโอดีน ถ้าร่างกายได้รับธาตุไอโอดีนน้อยเกินไปก็จะทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติและเป็นโรคคอพอกได้ นอกจากนี้การทำงานของอวัยวะต่างๆทุกระบบล้วนแล้วแต่ต้องได้รับพลังงานจากสารอาหารด้วยกันทั้งสิ้น อาหาร ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆจะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข้ก็จะมีความรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชวิตมีความสุข

 

ชื่ออาหารพร้อมคำแปลภาษาอังกฤษ

 1. ไก่ต้มข่า = Chicken in coconut milk and galangal

2. เนื้อผัดน้ำมันหอย = Fried beef with oyster sauce

3. แกงเผ็ดเป็ดย่าง = Red curry with roast duck

4. แกงเขียวหวานไก่ = Green curry chicken in coconut milk (แกงกะทิ)

5. ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมพริกไทย = Fried river fish with garlic and pepper

6. หมูผัดใบกะเพรา = Santed pork with chilli & Basil leaves (Basil leaves = ใบกะเพรา)

7. ปลาดุกผัดเผ็ด = Santed eat fish with chilli paste (cat fish = ปลาดุก) (chilli paste = เครื่องแกง)

8. ผัดกะเพราไก่ = Spicy fried chicken with basil leaves

9. ผัดผักรวมมิตร = Sauted mixed vegetables in oyster sauce

10. ห่อหมกปลา = Fish curry in babana leaves

ด.ญ.เจนธีรา  เกตุแก้ว 

รูปภาพของ wmp6782pluemmuanhatai

 คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหาร 10 ชนิด

1.Hard-boiled egg

2.Fried egg

3.Plain omelet

4.Omelet with vegetables

5.Scrambled egg

 

ไข่ต้ม

ไข่ดาว

ไข่เจียว

ไข่ยัดไส้

ไข่กวน

6.Mild soup with vegetables and pork

7.Mild soup with vegetables, pork and bean curd

8.Soup with chicken, galanga root and coconut

9.Prawn and lemon grass soup with mushrooms

10.Fish-ball soup



แกงจืด

แกงจืดเต้าหู้

ต้มข่าไก่

ต้มยำกุ้ง

แกงจืดลูกชิ้น

รูปภาพของ wmp6985Jenteera

ความดันโลหิตสูง

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดัน ให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ

เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปรกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

แหล่งอ้างอิง  http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/Hypertension/index.htm#.UMB262_MiRk

ด.ญ.เจนธีรา  เกตุแก้ว

รูปภาพของ wmp6782pluemmuanhatai

ความดันโลหิตสูง

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดัน ให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ

เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปรกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

ด.ญ.เหมือนหทัย   บรรเลงจิต

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/endocrine/DM/intro.htm

รูปภาพของ wmp6789phattaphol

โรคความดันโลหิตสูง

 ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดัน ให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปรกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87

รูปภาพของ wmp7624ekdanai

โรคความดันโลหิตสูง

 ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะความดันโลหิต จะเป็นแรงผลักดัน ให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนั้นทุกคนควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิต และรักษาให้ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะความดันโลหิตสูงจะทำให้เกิดหลอดแข็งและตีบ เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ และแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ ค่าปรกติของคนเราคือ 120/80 มิลิเมตรปรอท แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูง ดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจ และโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้น การจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

Cool http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/Hypertension/index.htm

รูปภาพของ wmp7311wanwisa

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน  ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/endocrine/DM/intro.htm

 

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน 

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน 

ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นโรคเบาหวานคืออะไรอาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาทฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรอินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วยอาการของโรคเบาหวานโรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่

อาการโรคเบาหวานที่นี่ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกันความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานการวินิจฉัยโรคเบาหวาน วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี

  • เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
  • เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
  • ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
  • การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย

และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานการคัดกรองโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่ ชนิดของโรคเบาหวานโรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวานชนิดของโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานหลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
  • การงดบุหรี่
  • การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
  • การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
  • การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด

การรักษาโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่

  • ระบบประสาท
  • ตา
  • ไต
  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ผิวหนัง
  • ช่องปาก

โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเป้าหมายของการรักษาเบาหวานโรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม

  • ความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน
  • ออกกำลังกาย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ

การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่การติดตามและประเมินการรักษาการประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้นในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อนอ่านที่นี่การป้องกันโรคเบาหวานแม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • และการใช้ยา

การป้องกันโรคเบาหวานการใช้ยารักษาโรคเบาหวานยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน 

 

ทักษะการจับไม้ปิงปอง 

1. การจับไม้แบบสากล SHAKE HAND

  การจับไม้ปิงปองวิธีนี้เป็นที่นิยมกันทั่วโลก มีวิธีการจับไม้ที่คล้ายกับการจับมือทักทายกันของชาวยุโรป สำหรับการจับไม้แบบนี้จะเหมาะสำหรับนักกีฬาที่ถนัดทั้งในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ Fore hand (หน้ามือ) และ ด้านแบ๊คแฮนด์ Back hand (หลังมือ) การจับไม้แบบสากลนี้จะเหมาะสำหรับการเล่นลูกต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะลูก TOP SPIN , BACK SPIN , SIDE SPIN ซึ่งการตีลูกต่างๆ นั้นจะไม่ฝืนธรรมชาติเหมือนกับการจับไม้แบบไม้จีน แต่การจับไม้แบบนี้มักจะมีจุดอ่อนอยู่ที่กลางลำตัวเพราะเมื่อคู่ต่อสู้ตีเข้ากลางตัว หากเพราะหากฝึกมาไม่ดีจะทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะใช้ด้านใดในการตีลูก

2. การจับไม้แบบจับปากกา หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จับแบบไม้จีน” CHINESE STYLE

การจับไม้แบบนี้จะเป็นที่นิยมกันมากในนักกีฬาแถบทวีปเอเซียของเรา ได้แก่ จีน , ญี่ปุ่น , เกาหลี สำหรับนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้จะถนัดในการเล่นด้านโฟร์แฮนด์ได้ดีเป็นพิเศษ อีกทั้งจะต้องมีการเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ซึ่งชาวเอเซียเราส่วนใหญ่ตัวเล็กและเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว การจับไม้แบบไม้จีน จึงเป็นที่นิยมกันแถบเอเซีย สำหรับในยุโรปแล้วมีนักกีฬาที่ใช้วิธีการจับไม้แบบนี้กันน้อยมาก เพราะนักกีฬายุโรปมักจะเคลื่อนที่ได้ช้า และการจับไม้แบบไม้จีนจะมีจุดอ่อนอยู่ที่ด้าน Back hand เพราะไม่สามารถเล่นลูก TOP SPIN ได้สะดวก แต่ปัจจุบันนี้ประเทศจีนได้คิดค้นวิธีการตีแบบใหม่ ซึ่งทำให้วิธีการจับไม้แบบไม้จีนมียุทธวิธีในการตีลูกได้รุนแรงและหลากหลายมากยิ่งขึ้น คือการใช้ด้านหลังมือตี ซึ่งอดีตที่ผ่านมาด้านนี้จะไม่ค่อยได้ใช้ในการตีลูก นักกีฬาจีนยุคใหม่จะถนัดในการเล่นลูกหลังมือนี้มากขึ้น เพราะสามารถเล่นได้ลูก TOP SPIN และ ลูกตบได้ดีอีกด้วย นับเป็นอาวุธใหม่สำหรับนักกีฬาจีนไว้ปราบนักกีฬาที่จับไม้แบบสากลโดยเฉพาะ 

ด.ญ.พรพิมล    อรรถกสิกิจ   ม.1/2  เลขที่7

รูปภาพของ wmp7311wanwisa

ทักษะการตีลูกบอลแบบลูกโด่ง (Balloon Stroke )

บอลลูนสโตก คือ ทักษะการตั้งรับลูกบอลโต้กลับเพื่อให้ลูกบอลลอยสูงโด่งเป็นทักษะที่มักจะต่อเนื่อง จากการเล่นลูกบอลแบบตัดเฉือนซึ่งใช้ในเกมส์รับ ขณะที่เล่นเสียจังหวะหรือเสียการทรงตัว ไม่สามารถตีลูกบอลในทักษะอื่นๆได้ หรือในขณะที่ถอยจังหวะเพื่อรับลูกตบจากฝ่ายตรงข้าม
ในการตีลูกบอลแบบ Balloon Stroke นี้ ผู้เล่นต้องพยายามโยนลูกบอลให้ลอยสูงสุด และคาดความให้ลูกบอลตกกระดอนใกล้ขอบโต๊ะของเขตแดนของฝ่ายรับให้มากที่สุด การจัดร่างกายและตำแหน่งของเท้าปฏิบัติดังเช่นการเล่นการเล่นลูกบอลแบบอื่นๆ การใช้หน้าไม้เปิดหงายขณะตีกระทบลูกบอล การส่งแรงปะทะ เริ่มจากการเหวี่ยงแขนออกไปเพื่อตีลูกบอลเคลื่อนที่จากต่ำไปหาสูงในแนวดิ่ง ระยะประมาณ70-100 เซนติเมตร ให้ลูกบอลเคลื่อนที่ในแนววิถีโค้งโด่ง โดยให้ข้อหัวไหล่เป็นจุดหมุนหลังจากตีลูกในทักษะนี้แล้ว ผู้เล่นต้องรีบเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งการรุกในทันที เพื่อดำเนินการเล่นต่อไป

คำศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมบอกความสำคัญของอาหาร 

 1.โดนัล donut

2.บิสกิตbiscuit

3.แฮมเบอร์เกอร์hamburger

4.ฮอตด็อกhot dog

5.พิซซาpizza

6.กาแฟ coffee

7.นม milk

8.ก๋วยเตี๋ยว Noodles 

 9.ข้าวผัด Fried rice

10. ส้มตำ Papaya salad

1.noodle   ก๋วยเตี๋ยว    2.salad    สลัด     3.sandwich    แซนวิช      4.bread  ขนมปัง    5.cake  เค้ก
 6.cookies   คุกกี้  7.fish   ปลา       8.hamburger   แฮมเบอร์เกอร์      9.ice - cream   ไอศกรีม     10.sausage  ไส้กรอก

 
1. อาหารสร้างเสริมทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆที่บริโภคเข้าไป  

2. อาหาร เสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับสุขภาพดีในร่างกายวัยผู้ใหญ่ย่อมมีการชำรุดสึกหรอ เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานมานาน จึงจำเป็นต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนั้นให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งการซ่อมแซมนี้ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกโปรตีน 

3. อาหาร ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
 4. อาหาร ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ตามปกติ เนื่องจากแหล่งพลังงานของร่างกายได้มาจากอาหาร การทำงานของอวัยวะต่างๆต้องได้รับอาหารที่เหมาะสมจึงทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ตามปกติ เช่น การทำงานของต่อมไทรอยด์ จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีธาตุไอโอดีน ถ้าร่างกายได้รับธาตุไอโอดีนน้อยเกินไปก็จะทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติและเป็นโรคคอพอกได้ นอกจากนี้การทำงานของอวัยวะต่างๆทุกระบบล้วนแล้วแต่ต้องได้รับพลังงานจากสารอาหารด้วยกันทั้งสิ้น

5. อาหาร ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆจะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข้ก็จะมีความรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชวิตมีความสุข
เนื่องจากอาหารแต่ละประเภทจะมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทุกประเภท และถูกต้องตามหลักโภชนาการจึงจะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน

 

ทักษะการตี่ลูกบอลแบบลูกหยอด

หรือทักษะการเล่นลูกหยอด เป็นการตีลูกปิงปองให้ตกใกล้ตาข่ายในแดนของคู่ต่อสู้ อาจจะเรียกว่าลูกปาดก็ได้ เป็นเทคนิคการหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ให้หลงทางปฏิบัติการรับลูกบอลไม่ทัน ทักษะการเล่นก็แตกต่างไปจากการตีลูกปิงปองพื้นฐานอื่นๆ ต้องมีประสบการณ์พื้นฐานการเล่นลูกบอลแบบอื่นๆ ได้ดี มีสายตาและจังหวะของการตีลูกปิงปองดีมาก การคาดคะเนขนาดของแรงตีลูกบอล และจุดตกกระดอนของลูกปิงปองซึ่งควรห่างจากคู่ต่อสู้ให้มาก วางหน้าไม้หงาย เปิดรับลูกปิงปองได้อย่างเหมาะสมแขนให้มีการติดตาม เพื่อบังคับทิศทางของลูกปิงปองและขนาดของแรงที่ส่งปะทะได้อย่างเหมาะสม การเล่นลูกหยอดหรือลูกปาดนี้ ผู้เล่นสามารถนำทักษะพื้นฐานอื่นๆ ผสม เช่น  การตัดเฉือน การไซค์ลูกบอลให้ตกด้านหน้าตาข่าย การจัดวางตำแหน่งจุดตกของลูกบอลในการเล่นลูกหยอดนี้เป็นเทคนิคการหลอกล่อคู่ต่อสู้วิธีหนึ่ง การเปิดมุมหน้าไม้จึงเป็นเงื่อนไขที่เป็นแทคติกการหลอกล่อคู่ต่อสู้วิธีหนึ่ง การเปิดมุมหน้าไม้จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ รวมทั้งการให้ขนาดของแรงปะทะที่กระทำต่อลูกบอล
ข้อสังเกตุ
1.การเล่นลูกหยอดนี้ เป็นการหยุดจังหวะการเล่นของคู่ต่อสู้เพราะทำให้คู่ต่อสู้ต้องเปลี่ยนตำแหน่งและท่าทางการเล่นทันที
2.ผู้เล่นไม่ควรปล่อยจังหวะที่สามารถเล่นเกมรุกเร็ว(ตบลูกบอล) ให้เสียโอกาสไปในการเล่นลูกหยอด
3.ลูกบอลออกนอกเขตโต๊ะ เนื่องจากมุมหน้าไม้ตีเปิดมากเกินไปขนาดของแรงมากเกินไป การเคลื่อนของแขนผิดจังหวะ
ข้อเสีย
1.ลูกบอลมักติดตาข่าย เนื่องจากมุมหน้าไม้เปิดไม่เหมาะสมหรือการส่งขนาดของแรงน้อยเกินไป
2.ลูกบอลออกนอกเขตโต๊ะ
ข้อสำคัญ
1.เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้ให้หลงทิศทาง
2.ตอบโต้ลูกตัดเฉือนของคู่ต่อสู้
3.บังคับให้คู่ต่อสู้ให้ตีลูกโด่งกลับมา

 

ครบแล้วค่ะ  3   งาน 

งานวิชาสุขศึกษา 

 หน่วยการเรียนรู้ที่  3  เรื่อง ใส่ใจสุขภาพ

1.  ให้นักเรียนหาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับชื่ออาหารมา 10 ชนิด พร้อมคำแปล

2.นักเรียนคิดว่าอาหารมีความสำคัญอย่างไรบ้าง  ให้ตอบอย่างน้อย 10 บรรทัด

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 192 คน กำลังออนไลน์