หลักธรรม 4 เนื่องในวันมาฆะบูชา

รูปภาพของ pornchokchai

หลักธรรม 4 เนื่องในวันมาฆะบูชา

จันทร์ที่ 25
กุมภาพันธ์ 2556

ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4

ดูนโยบายของผมที่: http://www.sopon4.housingyellow.com/p.php?p=pages_41.php

 

วันนี้เป็นวันมาฆะบูชา ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก และคุณงามความดีที่ท่านได้ประกอบ
โปรดดลบันดาลให้ท่านพบแต่ความสุข สวัสดิ์ สบาย สง่า สว่าง สงบ สดใส
และสร้างสรรค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และขอถือโอกาสนี้นำเสนอหลักธรรม
4 ที่สำคัญ ๆ
ของพระพุทธเจ้า ดังนี้:

อริยสัจ 4: ความจริงแห่งชีวิต ที่เราชาวพุทธพึงสังวรได้แก่:
1.
ทุกข์: "ความทุกข์เกิดขึ้นได้จากภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตาย
2. สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์
3. นิโรธ: ทางกำจัดทุกข์
4. มรรค: หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์

ชาวพุทธที่แท้ต้องมีหลักธรรมประจำใจสำคัญ 4 ประการ หรือพรหมวิหาร 4 ได้แก่
1. เมตตา: ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุขทั้งทางกายและใจ
2. กรุณา: ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ทั้งทางกายและใจเช่นกัน
3. มุทิตา: ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีในเรื่องต่างๆ โดยไม่คิดริษยา
4. อุเบกขา: การรู้จักวางเฉย หรือวางใจเป็นกลาง เพื่อพิจารณา 

และเพื่อความสำเร็จในชีวิต พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักอิทธิบาท 4
หรือหลักธรรมเพื่อความสำเร็จ ดังนี้:
1. ฉันทะ: ความพอใจในสิ่งที่ตนมี ตนเป็น
ไม่อยากได้ใคร่มีมากเกินไป
 
2. วิริยะ: ความพากเพียรในสิ่งนั้น ไม่ย่อท้อง่ายๆ เมื่อพบกับอุปสรรค
3. จิตตะ: ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ ไม่ล้มเลิกความตั้งใจกลางคันง่ายๆ
4. วิมังสา: ความรู้จริงอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ เพื่อความเข้าใจ
และความสำเร็จ
 

กุศโลบายในการมีเครื่องยึดเหนียมน้ำใจของผู้อื่นเรียกว่า
สังคหวัตถุ
4 ได้แก่:
1. ทาน: การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน
2. ปิยวาจา: การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน จริงใจ
3. อัตถจริยา: การให้ความช่วยเหลือด้วยจิตที่เป็นกุศล
4. สมานัตตา: การประพฤติตัวเสมอต้นเสมอปลาย

พระพุทธเจ้าให้โอวาทถึงความสุขของบุคคล อันหมายถึง คฤหัสถ์ 4
ไว้ดังนี้
1. สุข เกิดจากการมีทรัพย์สมบัติ มั่นคง ร่ำรวย มีกินมีใช้
2. สุข เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ บำรุงเลี้ยงดูตน ครอบครัว และอื่นๆ
3. สุข เกิดจากการไม่เป็นหนี้ จึงเกิดความปลอดโปร่งโล่งใจ สบายใจ
4. สุข เกิดจากการประกอบอาชีพสุจริต ไม่เบียดเบียนตน และผู้อื่น

นอกจากนี้ยังมีคาถาเศรษฐี หรือทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจเศรษฐี ดังนี้:
1.อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น 
2.อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ 
3.กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคบชั่ว 
4.สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง

รวมทั้งฆราวาสธรรม 4 ประการ ได้แก่:
1.สัจจะ แปลว่า จริง ตรง แท้ มีความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐาน
2.ทมะ แปลว่า ฝึกตน ข่มจิต บังคับตัวเองเพื่อลดและละกิเลส
และรักษาสัจจะ

3.ขันติ แปลว่า อดทน
ไม่ใช่เพียงแต่อดทนกับคำพูดหรือการกระทำของผู้อื่น

4.จาคะ แปลว่า เสียสละ บริจาคสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในตน

ที่มา:
วันมาฆบูชา: http://hilight.kapook.com/view/20696
ธรรมะ: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=18060
คฤหัสถ์ 4: http://baanhong.fix.gs/index.php?topic=175.0
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4: http://th.wikipedia.org/wiki/ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ดูเพิ่มเติม

ขอให้คนไทยชาวพุทธน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองสืบไป
และขอนำเสนอบทความที่ผมเขียนดังนี้

เรื่อง พระพุทธเจ้า:
ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์

พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้อวตารหรือถูกส่งมายังโลกนี้
นี่คือความจริงที่ไม่อาจบิดเบือน แต่ในภายหลังพระพุทธเจ้ากลับได้รับการยกฐานะให้แปลกแยกไปจากความเป็นมนุษย์
บทความนี้จึงมุ่งชี้ให้เห็นถึงพระพุทธเจ้าในแง่มุมที่เป็นมนุษย์
ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุธรรมได้
 

ผมเขียนบทความนี้จากการอ่านหนังสือ
คือเมฆสีขาว ทางก้าวเก่าแก่ วรรณกรรมพุทธประวัติในทัศนะใหม่
ที่แปลมาจากหนังสือ “Old Path White Clouds: Walking in the
Footsteps of the Buddha” ของท่านภิกษุ ติช นัท ฮันห์
และได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยโดย คุณรสนา โตสิตระกูล และคุณสันติสุข โสภณสิริ
ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง
 
ฝึกฝนเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า 
มนุษย์ผู้กลายเป็นศาสดานี้
ศึกษาจนรอบรู้ทั้งศาสตร์และศิลปอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
สมัยที่ยังเป็นเด็กนั้นศึกษาจนเก่งคณิตศาสตร์อย่างหาใครเทียบไม่ได้
มีความตั้งใจเรียนด้านภาษาและประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังฝึกฝนกีฬาจนชนะเลิศในการแข่งขันทุกประเภททั้งยิงธนู
ฟันดาบ ขี่ม้าและยกน้ำหนัก
พระพุทธเจ้ามีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแสวงหาโอกาสศึกษา
 
ก่อนตรัสรู้
พระพุทธเจ้ายังศึกษาคัมภีร์ศาสนาอื่นจนหมดสิ้น
น้อมใจเป็นศิษย์ในหลายสำนักโดยพำนักแห่งละ
3 เดือนบ้าง 6
เดือนบ้าง จนพลังภาวนาและพลังสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น
แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบหนทางที่แท้จริงได้ในช่วงแรก
นี่แสดงชัดว่าผู้ที่จะบรรลุธรรมได้ต้องศึกษาอย่างจริงจังต่อเนื่องจนรู้แจ้งเพื่อนำมาสังเคราะห์ด้วยตนเองในที่สุด
 

ผู้ตื่นรู้จากความเชื่อเดิม
พระพุทธเจ้าหมายถึงบุคคลผู้ตื่นและมีความรู้แจ้งต่อการเปลี่ยนแปลง
ความเป็นเอกภาพของสรรพสิ่งที่มีทั้งความเกื้อหนุน
ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ต่อกันและกัน
พระพุทธเจ้าบรรลุถึงหนทางไปสู่การดับทุกข์ในระดับต่าง ๆ
ตามศักยภาพของมนุษย์แต่ละคน
พระพุทธเจ้าสอนว่าบุคคลไม่สามารถข้ามพ้นจากอวิชชาโดยการสวดอ้อนวอนและยัญบูชาอย่างงมงาย
และไม่อาจกำจัดความโกรธ ความกลัวได้ด้วยการเก็บกดความรู้สึก
ต้องใช้ปัญญาให้เกิดการรู้จริงถึงปัญหา
 
พระพุทธเจ้ายังกล่าวว่า
คำสอนเป็นวิธีการในการบรรลุถึงความจริง แต่มิใช่เป็นตัวความจริงเอง
เป็นมรรควิธีแห่งการปฏิบัติ มิใช่เป็นอะไรที่มีไว้สำหรับยึดถือหรือบูชา
ดังนั้นใครก็ตามแม้อ่านและจำพระไตรปิฎกได้ทั้งหมด แต่ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่อาจรู้แจ้ง
คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับยากเย็น เพราะแม้แต่เด็ก ๆ
วรรณะจัณฑาลผู้ไม่มีการศึกษา ก็ยังฟังเข้าใจ
 
พระพุทธเจ้าเน้นความเป็นวิทยาศาสตร์โดยกล่าวว่า
หากการหมายรู้ของบุคคลถูกต้องแม่นยำ (ด้วยการใช้ข้อมูล ความรู้และปัญญา)
ความจริงก็จะปรากฏ
พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อและยอมรับต่อสิ่งที่สอดคล้องกับมโนธรรมสำนึก
ต่อสิ่งที่บัณฑิตผู้มีคุณธรรมและปัญญายอมรับและสนับสนุน
และต่อสิ่งที่เมื่อปฏิบัติแล้วสามารถยังประโยชน์และความสุขแก่ทุกฝ่าย
คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่อิงกับศรัทธาความเชื่อที่ห้ามโต้แย้ง
พระพุทธเจ้าสอนให้เคารพอย่างแท้จริงต่อเสรีภาพทางความคิด
 

ความเป็นมนุษย์ของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็มีความชอบส่วนบุคคล
เช่น โปรดประทับภาวนาท่ามกลางป่าประดู่ลาย มีความไม่พอใจ เช่น เคยดุว่าพระราหุล
หรือมีความเศร้าในยามที่ภิกษุกลุ่มหนึ่งไม่ใส่ใจรับฟังคำชี้แนะ
พระอรหันต์เช่นพระสาลีบุตรก็แสดงอารมณ์เศร้าโดยการเก็บตัวอยู่แต่ในกุฏินับแต่พระโมคคัลลานะถูกฆาตกรรม
จนพระพุทธเจ้าไปเยี่ยมปลอบใจ เป็นต้น
 
ในด้านศิลป
พระพุทธเจ้ายังเป่าขลุ่ยได้
รู้จักชื่นชมในสิ่งอันสุนทรีย์โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความสวยงามหรือความน่าเกลียด
นอกจากนี้ยังเคยฝึกเลียนเสียงช้างจนเหมือน
ซึ่งครั้งหนึ่งนำไปใช้ในยามคับขันที่ช้างดุร้ายเชือกหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา
พระพุทธเจ้าเปล่งเสียงช้างออกมาดังสะท้านจนช้างเชือกนั้นหยุดชะงักในทันที
 
พระพุทธเจ้ายังอาจพูดใหม่
แก้ไขให้ถูกต้องได้ กล่าวคือ ครั้งหนึ่งบอกให้พระอหิงสกะ (องคุลิมาล)
บอกแก่หญิงผู้หนึ่งว่า ตั้งแต่ตนเกิดมา ไม่เคยประทุษร้ายชีวิตใด
พอพระอหิงสกะทักว่า ถ้ากล่าวเช่นนั้นก็เท่ากับพูดเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระอหิงสกะกล่าวใหม่ว่า
นับแต่วันที่ตนถือกำเนิดในอริยธรรม ไม่เคยประทุษร้ายชีวิตใดเลย เป็นต้น
 

ต่อครอบครัวและความรัก
พระพุทธเจ้ากล่าวสัจพจน์สำคัญกว่า
ที่ใดที่รัก ที่นั่นมีทุกข์เพราะความผูกพัน
หากสูญไป ก็เสียดาย โดยเฉพาะความรักที่อยู่บนฐานของราคะ ตัณหา และความยึดติด
แต่ก็ยังมีความรักอีกประเภทหนึ่งที่ประกอบไปด้วยความปรารถนาดีและต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
หรือที่เรียกว่า เมตตาและกรุณา
ซึ่งถือเป็นความงามประเภทเดียวที่ไม่จางหายและไม่ก่อให้เกิดความทุกข์
 
พระพุทธเจ้าแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมเป็นอย่างดี เช่น
การระมัดระวังในการปฏิบัติต่อสงฆ์กลุ่มที่เป็นญาติโดยไม่ให้สิทธิพิเศษใด
การเข้มงวดแม้กระทั่งภิกษุณีมหาปชาบดี
พระราหุลก็ไม่เคยนอนในกุฏิเดียวกับพระพุทธเจ้า
พระราหุลยังเคยปรารภว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยปฏิบัติต่อท่านอย่างชื่นชอบเป็นพิเศษ
แต่พระอหิงสกะ (องคุลิมาล)
กลับได้รับคำยกย่องอย่างสูงยิ่งในฐานะโจรกลับใจผู้มีความอดทนสูงส่ง เป็นต้น
 

มุมมองใหม่ในสิ่งที่เคยเชื่อ
ปกติเราเชื่อว่าภิกษุไม่ควรสัมผัสสตรี
แต่เราก็คงเคยเห็นองค์ทะไล ลามะ หรือท่านภิกษุ ติช นัท ฮันท์ สัมผัสมือกับสตรี
ในขณะที่พระพุทธเจ้าไปหาพระนางยโสธรา ก็ยังสัมผัสมือกัน
หรือสามเณรราหุลก็ยังเคยสวมกอดพระมารดา เป็นต้น
ข้อนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่แตกต่างระหว่างพุทธศาสนาแบบไทยกับแบบอื่น
ซึ่งแสดงว่าเราควรใช้วิจารณญาณศึกษาเชิงเปรียบเทียบ

กรณีอดีตชาตินั้น มีกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าเห็นการเกิดและตายทุกครั้งที่ผ่านมา
ซึ่งกรณีนี้คงขึ้นอยู่กับการตีความ หากตีความอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ก็หมายถึงว่า
สสารไม่สูญหายไปไหนพระพุทธเจ้าเคยกล่าวว่า
ก่อนที่ตถาคตจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ตถาคตเคยเป็นดินและก้อนหิน เคยเป็นต้นไม้ เป็นนก
และในชาติปางก่อน พวกเราล้วนเคยเกิดเป็นมอส หญ้า ต้นไม้ ปลา เต่า นก เป็นต้น
ดังนั้นพระพุทธเจ้าคงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเป็นสำคัญ

ปัญหาสังคมในมุมมองใหม่
ในสมัยพุทธกาล
ความยากจนของชาวนา ปัญหาเด็กพิการ ขอทาน การเจ็บป่วย
เป็นปัญหาที่แม้แต่กษัตริย์ก็ไม่มีอำนาจที่จะแก้ไข อำนาจของกษัตริย์เปราะบางและมีอยู่อย่างจำกัด
แม้กษัตริย์จะทราบถึงความละโมบและการฉ้อราษฎร์บังหลวง
แต่ก็จำต้องอาศัยพวกขุนนางทุจริตเหล่านี้รักษาบัลลังก์
ขุนนางเหล่านี้ต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่อมุ่งปกป้องและสร้างฐานอำนาจของตนเอง
ไม่ใช่มุ่งขจัดความทุกข์ยากให้ผู้ยากไร้
 
อาจกล่าวได้ว่า
การทำทานก็ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทางออกที่ดีจริง
อาชญากรรมและความรุนแรง เป็นผลพวงของความอดอยาก ยากจน
วิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือประชาชน และช่วยให้ประชาชนมั่นคงปลอดภัยดี
ก็คือการมุ่งสร้างเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ โดยการจัดสรรทรัพยากร ทุน และภาษี เป็นต้น
 

สร้างความเท่าเทียมในหมู่ชน
ในสมัยนั้น
ประชาชนถูกครอบงำกดขี่จากพวกพราหมณ์
โดยต้องยอมเสียเงินให้เพื่อรับการทำพิธีที่ถูกต้องแม้ว่าพวกเขาจะยากจนเพียงใด
แต่พระพุทธเจ้ากลับมุ่งสร้างความเท่าเทียมในหมู่ชน โดยแสดงออกด้วยการดื่มน้ำแก้วเดียวกับเด็กชายวรรณะจัณฑาลทั้งยังให้เด็กคนนั้นดื่มก่อน
และยังรับคนจัณฑาลเข้ามาอยู่ในคณะสงฆ์ แต่ทำไมในทุกวันนี้
พุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์กลับแยกกันแทบไม่ออก ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเสริมต่อ
และใครได้ประโยชน์จากการนี้
 
การช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมือง และการสงครามของกษัตริย์นครต่าง ๆ
ทำให้ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็เคยห้ามศึกในหมู่ญาติ
นี่แสดงว่าหากกษัตริย์หรือข้าราชการไม่ได้รับการควบคุมที่ดี ประเทศไม่ได้เป็น
ประชารัฐไม่ได้เป็นประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่
ก็ย่อมก่อสงคราม กดขี่และสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนได้
 

คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า
ในการเขียนถึงพระพุทธเจ้า
เรามักใช้คำราชาศัพท์ พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นเจ้าชายมาก่อน และหากครองราชย์
ก็อาจเป็นมหาจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ของโลก
แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ประสงค์จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ ประสงค์จะใช้ภาษาและคำพูดธรรมดา
ดังนั้นการใช้คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า
แม้ในแง่หนึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพสูงสุด
แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นการไม่นำพาต่อความตั้งใจของพระพุทธเจ้าในการสละวรรณะนี้
การใช้คำราชาศัพท์ก็เท่ากับการผูกพันพระพุทธเจ้าไว้กับวรรณะเฉพาะ
 
โปรดสังเกตว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ถือตน
โดยสมัยที่ลาจากวรรณะกษัตริย์มาบำเพ็ญเพียร เด็กชายวรรณะจัณฑาลให้หญ้ามาใช้ปูนั่ง
ก็ยกมือไหว้ขอบคุณ สมัยเป็นพระพุทธเจ้าก็พนมมือ น้อมกายเป็นการตอบรับ
พระพุทธเจ้าเคยช่วยเด็กวรรณะจัณฑาลตัดหญ้าด้วย
หรือร่วมกับพระอานนท์ช่วยกันอุ้มภิกษุที่อาพาธขึ้นเตียงและเปลี่ยนจีวรให้
แล้วยังขัดถูพื้นกุฏิและซักจีวรที่เกรอะกรังดินของภิกษุดังกล่าว เป็นต้น
 
การที่มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถบรรลุธรรม
จนประกาศศาสนาให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจมานับได้
2555 ปีเช่นนี้ ทำให้เห็นชัดถึงศักยภาพของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าทั้งทางวัตถุและจิตใจอย่างเอนกอนันต์ได้
เราจึงต้องเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สามารถเป็นอิสระจากอวิชชาด้วยการศึกษาอย่างจริงจังและเป็นวิทยาศาสตร์
เพื่อนำมาสังเคราะห์ด้วยปัญญาให้รู้จริง
 
พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่เราเข้าถึงได้ และที่สำคัญอย่าลืม บุคคลไม่สามารถข้ามพ้นจากอวิชชาโดยการสวดอ้อนวอนและยัญบูชา

-------------------------------------------------------------------------

ความลับการว่ายน้ำข้ามเจ้าพระยาของผม 
อาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556

ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4

ดูนโยบายของผมที่: http://www.sopon4.housingyellow.com/p.php?p=pages_40.php


ทุกท่านคงได้เห็นข่าวที่ผมว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อวันพุธที่
20 กุมภาพันธ์ 2556 แล้ว
วันนี้ผมขออนุญาตเปิดเผยความลับบางประการ
และวิงวอนอย่าให้ใครนึกคึกคะนองมาลอกเลียนแบบเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วันนั้นผมว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
ณ ใต้สะพานพระรามที่
8 ผมตั้งใจจะว่ายตรงไปฝั่งตรงข้าม
แต่เพราะคลื่นและกระแสน้ำ ผมจึงถูกพัดเฉียงไปจนเกือบถึงท่าน้ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อยู่ข้าง
ๆ เป็นระยะทาง
300 เมตร โดยใช้เวลา 7 นาที
หลังจากนั้นผมจึงว่ายทวนน้ำกลับไปที่ใต้สะพานฝั่งตรงข้ามระยะทาง
100 เมตรโดยใช้เวลาอีกเกือบ 5 นาที
สิริรวมแล้วว่ายน้ำอยู่
400 เมตรใช้เวลาถึง 12 นาที ความจริงผมตั้งใจจะว่ายกลับมาอีกรอบหนึ่งด้วยซ้ำไป
แต่เปลี่ยนใจเอาไว้คราวหน้าจะได้เหลือมุขไว้
โชว์พาว
(ฮา)
หลายคนงงว่าทำไมผมซึ่งมีอายุ
55 ปี (แต่ใบหน้าดูแก่กว่า) มีน้ำหนัก 83 กิโลกรัม จึงทำสำเร็จได้ พวกหนุ่มฉกรรจ์ปอเต๊กตึ๊งที่มาคอยช่วยเหลือ
ถึงกับขอถ่ายรูปกับผมด้วยความทึ่ง ความลับอยู่ที่การฝึกจังหวะหายใจแบบว่ายน้ำ
ถ้าเราหายใจไม่เป็น ว่ายแค่
20 เมตรก็หอบแล้ว
ผมฝึกว่ายน้ำจนว่ายต่อเนื่องได้
2-3 กิโลเมตรโดยไม่เหนื่อย 
มาฝึกตอนอายุ 42 ปีแล้ว ฝึกได้ไม่ยาก
ใช้เวลาไม่กี่เดือน ความลับอีกอย่างคือผมว่ายท่าฟรีสไตล์ช้า ๆ
ไม่ออกแรงมากจนเกินไป ทำให้ไม่เป็นตะคริว เห็นไหมครับทุกคนก็ทำได้เหมือนผมครับ

ทำไมหลายคนไม่กล้าว่ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
สาเหตุคือการกลัวความกว้างและความลึกของแม่น้ำที่ทำให้มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่เบื้องล่าง
รวมทั้งคลื่นแรงบนผิวน้ำและคลื่นใต้น้ำ บางคนบอกว่าน้ำกลางแม่น้ำที่ลึกนั้นเย็นมาก
อาจเป็นตะคริว และอาจมีจระเข้ แต่ถ้าเราฝึกฝนจนแข็งแรงพอแล้ว เราก็ทำได้
วันนั้นผมกะจะว่ายตรงไปฝั่งตรงข้ามแต่ก็ถูกน้ำพัดเบนไปเกือบร้อยเมตร
ต้องว่ายทวนน้ำถึงจุดหมายรวมระยะทาง
400 เมตร
ส่วนเรื่องความเย็นของน้ำกลางแม่น้ำ คลื่นใต้น้ำ จระเข้
ผมก็ไม่พบระหว่างที่ว่ายแต่อย่างใด

นักว่ายน้ำเก่งๆ
ที่เก่งกว่าผมเป็นร้อยเท่าพันทวี ก็ไม่คิดจะว่ายข้ามเจ้าพระยาเช่นผม ความลับก็คือ
พวกเขากลัวน้ำสกปรก
ผมเองก็ดูแลตัวเองเต็มที่โดยไม่ได้กินน้ำแม้แต่อึกเดียวด้วยการหายใจให้เป็น อันที่จริงน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สะอาดเท่าสระว่ายน้ำและมีคุณภาพลดต่ำลง
ผมจึงว่ายน้ำเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนรักแม่น้ำและรักษาคุณภาพน้ำให้สามารถใช้ได้

ความลับประการสุดท้ายที่ทำให้ผมตัดสินใจว่ายน้ำก็คือการคุ้มกันและกำลังใจครับ
วันนั้นมีทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า
และเพื่อนผมที่เป็นนักว่ายน้ำทีมชาติ ดูผมอยู่ไม่ห่างพร้อมตรงเข้าช่วยเหลือทันที
นอกจากนี้ยังมีศรีภริยาและเพื่อนร่วมงานที่บริษัทของผม
รวมทั้งกองทัพนักข่าวมาให้กำลังใจอีกมากมาย ถ้าไม่เช่นนั้นอยู่ดี ๆ
ผมก็คงไม่ว่ายน้ำข้ามไปหรอกครับ
   
การว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่คนทั่วไปคิดว่าทำไม่ได้นั้น
จริงๆ แล้ว
หากเรารู้ตัวทั่วพร้อมถึงศักยภาพของเราเองว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะว่ายข้ามได้
เราก็ทำได้แน่นอน ความเสี่ยงมีค่าเท่ากับศูนย์ แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนดำรงอยู่
เช่น มีคนโดดสะพานลงมาทับพอดี เป็นต้น
ความสำเร็จนี้ไม่ได้อยู่ที่ความศรัทธาที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์
  ในวันนั้น ผมไปกราบพระรูป ร.8 อดีตนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์เช่นผม
ปกติผมกราบพระและนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เพื่อขอให้มีแน่วแน่เป็นคนดี ไม่จิตตก
ไม่ได้ขอพรพิเศษใดๆ

โดยสรุปแล้ว
ผมใช้ความสามารถ
ความกล้าและความแม่นยำในการคำนวณทำการที่คนส่วนมากอาจเห็นว่าเป็นไปได้ยาก
เพื่อแสดงให้เห็นว่าถึงแม้หน้าจะแก่ แต่ยังมีพลังวังชาทำงาน
จิตใจเร่าร้อนเช่นคนหนุ่มสาว
รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการสัมผัสและเคารพในสายน้ำ
ซึ่งผมหวังขยายผลให้เป็นการว่ายน้ำหมู่เพื่อทวงคืนแม่น้ำเจ้าพระยามาเพื่อชาวบ้าน
ไม่ใช่กลายเป็นเพียงที่ระบายน้ำและใช้ขนส่งสินค้าเท่านั้น
การพายเรือคลองแสนแสนทั้งที่ส่งกลิ่นบ้างแต่ชาวบ้านเขาก็ทนน้ำเน่ามาชั่วนาตาปี
เป็นต้น

รูปภาพที่ 1: http://www.sopon4.housingyellow.com/images/sopon_articles/p40_3.jpg ]

โปรดดู link เพิ่มเติมได้ที่
Clip ดร.โสภณ ว่ายน้ำ www.youtube.com/watch?v=Nyl3xUhF7iU&NR=1&feature=endscreen
ข่าว ดร.โสภณ จากเก็บตกจากเดอะเนชั่น www.youtube.com/watch?v=4cPqBTsAVYA
ข่าวค่ำ DNN: www.youtube.com/watch?v=50MdNmNBo_0
ข่าวเที่ยง DNN: www.youtube.com/watch?v=Zlwt-nwcepw
ดร.โสภณ แข่งขันว่ายน้ำที่บริษัท www.youtube.com/watch?v=dSpM4mh9lZw
ดร.โสภณ แสดงตัวอย่างการว่ายแบบช้าๆ: www.youtube.com/watch?v=9Nfvt9J8M78
คำแถลง ดร.โสภณ: การว่ายน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อม: www.sopon4.housingyellow.com/p.php?p=pages_36.php

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 24 คน กำลังออนไลน์