วิตามินกับโรคเหน็บชา

      

วิตามินกับโรคเหน็บชา

         เราทุกคนรู้ดีว่าการบริโภคอาหารที่เป็นพิษทำให้ร่างกายเจ็บป่วยและเป็นโรคได้อย่างไร แต่ความรู้ที่ว่าคนเราสามารถล้มป่วยได้เช่นกัน หากร่างกายขาดสารอาหารบางชนิดดูเป็นความรู้ที่ขัดสามัญสำนึกและประสบการณ์ทั้งปวง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าสงสัยเลย ที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งตระหนักในความสำคัญของวิตามิน เมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เองว่า ถ้าร่างกายขาดสารอาหารประเภทนี้เพียงแค่ 2-3 มิลลิกรัม ร่างกายก็จะเป็นโรคทันที

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2078 J. Cartier นักสำรวจชาวฝรั่งเศสได้รายงานว่า เมื่อคณะนักผจญภัยของเขาเดินทางถึงฝั่ง Newfoundland ในทวีปอเมริกาเหนือ กะลาสีเรือจำนวน 100 คนจาก 110 คนที่มี ได้ล้มป่วยด้วยโรคลักปิดลักเปิด (scurvy) คือมีอาการซึมเศร้า อ่อนเพลีย และในที่สุดกะลาสีเรือหลายคนได้ล้มตาย โดยแพทย์ประจำเรือหาสาเหตุไม่ได้เลย ส่วนกะลาสีเรือที่เหลือ เมื่อได้เคี้ยวใบของต้นสนเข็ม ตามคำเสนอแนะของหมอผีชาวอินเดียนแดง สุขภาพก็ได้กลับคืนสู่ภาพปกติในเวลาไม่นาน

อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2290 J. Lind แพทย์ชาวอังกฤษก็ได้รายงานการพบว่า ผักสีเขียวและส้มได้ช่วยให้ทหารเรือประจำราชนาวีของอังกฤษ ที่ป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิดมีอาการดีขึ้นเช่นกัน แต่ Lind ก็ต้องใช้เวลานานถึง 48 ปี จึงสามารถทำให้กองทัพเรือออกกฎบังคับให้ทหารเรือ ทุกคนดื่มน้ำส้มทุกวัน

ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครตระหนักในความสำคัญของการค้นพบของ Lind เลย เพราะคนทุกคนคิดว่าน้ำส้มเป็นเพียงยาชนิดหนึ่งที่คนป่วย โรคลักปิดลักเปิดต้องกิน แทนที่จะรู้ว่าในน้ำส้มมีสารอาหารบางชนิดที่ร่างกายต้องการ

ในอิตาลีก็มีรายงานเช่นกันว่าคนจนที่นั่นมักล้มป่วยด้วยโรคท้องร่วงและหลายคนมีผิวหนังที่ปรากฏเป็นจ้ำๆ สีม่วง (pellagra) แต่เมื่อคนเหล่านี้ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอาการป่วยก็หายยอย่างไม่รู้สาเหตุ (การวิเคราะห์สมมติฐานในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่า เมื่อคนไข้บริโภคอาหารประเภทเนื้อไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย คนไข้จึงได้ล้มป่วย แต่เมื่อโรงพยาบาลให้คนไข้บริโภคเนื้อ ที่มีวิตามิน niacin เพียงพอ คนไข้ก็มีสุขภาพดีทันที)

โลกเริ่มรู้จักสารอาหารที่จำเป็นต่อชีวิตเมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เอง เมื่อ Casimir Funk ได้ย่อคำที่ใช้เรียกสารอาหารนี้จากคำ vitalamine เป็น vitamin แทน การศึกษาสมบัติพื้นฐานของวิตามินได้แสดงให้เรารู้ว่า วิตามินแตกต่างจากอาหารประเภทอื่นอันได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันและเกลือแร่ ในประเด็นที่ว่า สัตว์ (ซึ่งรวมทั้งคน) ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินได้ด้วยตนเอง ดังนั้น สัตว์จึงต้องกินพืช (ซึ่งสามารถสร้างวิตามินได้เอง) และนี่ก็คือวิธีเดียวที่สัตว์จะได้วิตามิน นอกจากนี้ วิตามินยังแตกต่างจากเกลือแร่ ในประเด็นที่ว่า เวลามันได้รับความร้อน มันจะสลายตัว แต่เกลือแร่จะยังคงสภาพเดิม ดังนั้น การปรุงอาหารด้วยความร้อนที่รุนแรงเป็น เวลานานๆ จะทำลายวิตามินจนหมดสิ้น

วิตามินที่โลกรู้จักมีมากมายหลายชนิด เช่น วิตามิน A ซึ่งมีมากในแอปริคอต ตับปลา แครอท ไข่แดง เนย ปลา และผักโขมสามารถป้องกันมะเร็งและ รักษาสายตา

วิตามิน D มีมากในเห็ด ปลาซาร์ดีนและเนื้อสัตว์ มีหน้าที่ควบคุมปริมาณ แคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรงไม่คดงอ

วิตามิน E มีในน้ำมันพืช ข้าวสาลีและถั่ว สตรีที่ขาดวิตามินชนิดนี้จะแท้งครรภ์ ถ้าบริโภคพอดีวิตามินชนิดนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ถ้าบริโภคมากไปมัน จะทำให้คนบริโภคเป็นโรคหัวใจ

วิตามิน K มีมากในพืชสีเขียว ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว

นอกจากนี้ ก็มีวิตามิน B อีกหลายชนิด เช่น วิตามิน B1 หรือที่เรียกกันในนาม ทั่วไปว่า thiamine มีในถั่ว หมูและข้าว คนที่ขาดวิตามินชนิดนี้มักเป็นโรค เหน็บชา ส่วนคนที่ติดสุราก็มักจะขาดวิตามินชนิดนี้เช่นกัน

วิตามิน B2 หรือที่รู้จักกันในนามว่า riboflavin นั้น มีมากในไข่ขาว นม ตับ และพืชสี