ท่องญี่ปุ่น กับ แฟนต้ายุวทูต [7 ธ.ค. 51 - 01:03]

รูปภาพของ ssspoonsak

ท่องญี่ปุ่น กับ แฟนต้ายุวทูต [7 ธ.ค. 51 - 01:03]

ชาวญี่ปุ่นมีคำกล่าวที่แสดงถึงสปิริตของความเป็นเจ้าบ้านว่า “อิฉิโกะอิฉิเอะ” หมายถึงการให้ความสำคัญกับการได้พบกัน เพราะถือว่าการได้พบกับมิตรใหม่เป็นเรื่องน่ายินดี และอาจเป็นพรหม ลิขิตให้ได้พบกันเพียงครั้งเดียวในชีวิต!! ด้วยเหตุนี้ ถ้าคุณไปเที่ยว ญี่ปุ่นแล้วเกิดหลงทางขึ้นมาละก็ ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงคนญี่ปุ่นจะสปีคอิงลิชไม่ค่อยได้ แต่พวกเขาเต็มใจช่วยเหลือมิตรใหม่จากต่างแดนอย่างแน่นอน

นอกเหนือจากความเป็นมิตรของชาวซามูไรแล้ว เสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่น ยังอยู่ที่ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมเก่าแก่ ซึ่งยังคงสืบสานกันมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ สำคัญของชาติ ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็มีอาทิ การจัดดอกไม้, พิธีชงชา, ศิลปะการต่อสู้, การเล่นซูโม่, ศิลปะการแสดงโนะ, การแสดง เคียวเกน และคาบูกิ

ญี่ปุ่นยังมีดีอะไรอีก?! ฟังคนอื่นเล่าคงไม่เหมือนได้สัมผัสของจริงด้วยตนเอง ก็เพราะอย่างนี้ ทางโครงการประกวด บริษัทไทย-น้ำทิพย์ จำกัด และพันธมิตรร่วมโครงการฯ คือ บริษัทโคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทหาดทิพย์ จำกัด จึงยอมควักกระเป๋าพาเหล่าเยาวชน “แฟนต้ายุวทูต” ประจำปี 2550-2551 บินไปทัศนศึกษาไกลถึงประเทศญี่ปุ่น เพื่อมอบประสบการณ์ล้ำค่า ที่แม้แต่เงินก็ซื้อไม่ได้นะตัวเอง!!

การได้ไปเรียนรู้สิ่งดีๆจากโลกภายนอกของแฟนต้ายุวทูต ซึ่งมีสองคุณลุงใจดีร่วมกัน ถือธงนำขบวนไปด้วยตนเองคือ คุณลุง กิตติ สมานไทย ผอ.สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคุณลุง วีระ อัครพุทธิพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัด การ องค์กรสัมพันธ์ บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด โดยเลือกเอาช่วงที่โรงเรียนปิดภาคเรียนเทอมแรก ในเดือน ต.ค. ยกคณะ “แฟนต้ายุวทูต” จาก 6 ภาคจำนวน 18 คน ไปรู้ไปเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียด้วยกัน และมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับไทย แต่ผู้คนกลับมีวินัยในชีวิตความเป็นอยู่อย่างเคร่งครัด น่าจดจำเป็นแบบอย่าง จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คุณลุงใจดีพาเด็กๆแฟนต้ายุวทูตได้ไปรู้ไปเห็นด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ให้เด็กไทยได้พบปะกับเด็กๆญี่ปุ่น ในวัยเดียวกันที่ โรงเรียนซันโน ในเขตเทศบาลเมืองนาโกยา จ.ไอชิ จากการประสานงานอันดียิ่งของ มร.ไซจิ มิซูโน ผอ.JICE (Japan International Cooperation Center) ประจำ CHUBU และโอกาสนี้เด็กไทยก็นำศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราไปเผยแพร่ด้วย

โรงเรียนซันโน เป็นจูเนียร์ ไฮสกูล หรือโรงเรียนระดับมัธยมต้น (ม.1-3) ในสังกัดเทศบาลเมืองนาโกยา มีทั้งนักเรียนชายและหญิงทั้งหมด 295 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกลุ่มพิเศษ (พิการทางสมอง) จำนวน 6 คน ซึ่งได้รับการดูแลจัดห้องเรียนให้โดยเฉพาะ เด็กที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนนี้จะต้องมีถิ่นที่อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกับโรงเรียน โดยไม่มีการสอบเข้าหรือจับสลากใดๆทั้งสิ้น และทุกคนจะได้เรียนฟรี ยกเว้นอุปกรณ์การเรียน ตามนโยบายรัฐบาลที่จะต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล-ม.3) ให้กับเด็กญี่ปุ่นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

มร.โทโดโรกิ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนซันโน เล่าถึงระบบการเรียนการสอนในญี่ปุ่นว่า จะเรียนสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่เวลา 08.30-15.00 น. ปีหนึ่งจะมี 3 ภาคเรียน ภาคเรียนละ 3-4 เดือน ทุกวันนี้เด็กญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนชั้นมัธยมต้น จึงทำให้มาตรฐานภาษาอังกฤษของเด็กญี่ปุ่นต่ำมาก รัฐบาลจึงจะเปลี่ยนนโยบายใหม่ ให้เด็กญี่ปุ่นเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเร็วขึ้น ตั้งแต่ ชั้นประถม 5 ซึ่งจะเริ่มตั้ง แต่ปี 2009 นี้ และนอกเหนือ จากเรื่องวิชาการแล้ว มร. โทโดโรกิ บอกว่า สิ่งที่ ร.ร.ซันโนเน้นเป็นพิเศษคือ ศีลธรรม เพราะที่ผ่านมา เด็กญี่ปุ่นมีความก้าวร้าวมากขึ้น จึงต้องหันมาเน้นเรื่องการพัฒนาจิตใจอย่างจริงจัง

ส่วนเรื่อง ความรักชาติของคนญี่ปุ่นนั้น มีการปลูก ฝังกันอย่างไรถึงได้เข้มแข็งมาก อ.โทโดโรกิ บอกว่า คงขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศมากกว่า เพราะญี่ปุ่นมีสภาพเป็นเกาะ จึงไม่ ค่อยได้สัมผัสกับชาติตะวันตก แต่ช่วงก่อนสงครามโลกก็มีการเน้นเรื่องรักชาติเช่นกัน และก็ละเลยไปเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม แต่ถึงอย่างไร มร. โทโดโรกิ ก็ยังอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของญี่ปุ่นให้คงไว้ เช่น พิธีชงชา ซึ่งเป็นกิจกรรมของชมรมฯ เปิดสอนให้กับนักเรียนที่สนใจ และ อ.โทโดโรกิ ก็ได้จัดสาธิตพิธีชงชาให้คณะแฟนต้ายุวทูตได้ชมด้วย

นอกเหนือจากพิธีชงชา และสาธิตการเล่นเคนโด้แล้ว เยาวชนแฟนต้ายุวทูตยังได้เข้าร่วมในชั้นเรียนภาษาอังกฤษกับเด็กญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าทางโรงเรียนให้เกียรติคณะผู้มาเยือนเป็นอันมาก ด้วยการนำเกร็ด น่ารู้เกี่ยวกับประเทศไทย อาทิ แผนที่ประเทศไทย อาหารไทย เป็นต้น ฉายขึ้นโปรเจกเตอร์เพื่อปูพื้นความรู้ให้กับนักเรียนก่อนที่จะได้พูดคุยกับเด็กไทยด้วยตนเอง และคุณครูก็ยังได้ทำชีทเกี่ยวกับคำศัพท์ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยแจกนักเรียน เพื่อให้ ถามจากเด็กไทยด้วย เช่น สวัสดี ภาษาไทยว่าอย่างไร? เป็นที่น่าชื่นชมมากและแสดงให้เห็นเลยว่า เจ้าภาพได้ เตรียมพร้อมอย่างดียิ่งในการต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ทุกคน และรู้สึกอาลัยเมื่อถึงเวลาที่ต้องอำลาจากกัน!!

หลังจากนั้นสองคุณลุงใจดีก็พาเด็กๆไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ อาทิ วัดไนจิ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงกับประเทศไทยและพระราชวงศ์ของไทยมายาวนาน โดยที่ด้านซ้ายมือ หน้าพระวิหารจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ประดิษฐาน เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ที่ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปเก่าแก่อายุ กว่า 1,000 ปีแก่พุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่น จึงเป็นที่ มาของการสร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อปี 2447 และในการเสด็จเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของในหลวงรัชกาล ที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้เคยเสด็จ เยือนวัดนี้ด้วย และในปี 2532 ก็ได้พระ ราชทานพระพุทธศากยมุนี พร้อมแผ่นป้ายจารึกชื่อเป็นภาษาไทย ประดิษฐานหน้าพระวิหารหลังใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังไปชมปราสาทต่างๆ อาทิ ปราสาทนาโกยา ตั้งอยู่ที่เมืองนาโกยา สร้างขึ้นเมื่อปี 1612 แต่ในช่วงสงครามปราสาทถูกเผาทำลายเกือบหมด จนปี 1959 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่, ปราสาทคินคาคูจิ ศาลาที่ทำด้วยทองคำเหลือง อร่ามทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระน้ำภายในวัดโระคุงอนจิ ซึ่งเป็นวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติของพระชื่อดัง อิกคิวซัง ที่คนไทยรู้จัก และไม่ลืมพาเด็กๆไปสนุกสนานกับเครื่องเล่นที่สวนสนุกในฝันของเด็กๆ คือ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ในเมืองชิบา ใกล้กรุงโตเกียว ตลอดวันเต็มๆอีกด้วย และก่อนกลับเมืองไทยก็พาไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตโค้กในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 27 โรงงานบรรจุขวดในแดนอาทิตย์อุทัย

เวลา 5 คืน 6 วันที่อยู่ในญี่ปุ่น เยาวชนแฟนต้ายุวทูตต่างบอกเล่าถึงความประทับใจว่า นับแต่ก้าวแรกที่เหยียบสนามบินนาริตะก็รู้สึกทึ่งแล้วกับความมีระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น แม้แต่จะเข้าห้องน้ำก็ยังต้องต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา นอกจากนี้ ห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านและไฮเทคมาก แม้แต่ห้องน้ำตามจุดพักริมทางก็เช่นกัน คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีมนุษยสัมพันธ์อันดี โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ แม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่การแสดงออกของเขาก็รู้สึก ได้เลยว่าเขาอยากจะช่วยเหลือ

ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่รักษาสภาพแวดล้อมอย่างดี มีการคัดแยก ขยะอย่างเคร่งครัด จนเยาวทูตของเราอยากจะเอาแบบอย่างไปทำที่บ้านของตัวเองบ้าง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ เห็น ได้จากวัดวาอารามและปราสาทต่างๆ แสดงถึงความรักชาติของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรญี่ปุ่นก็มีข้อเสียที่ไม่ควรเอาอย่างแม้จะมีน้อยมากก็ตาม เช่น การไม่ปฏิบัติตามกฎในเรื่องของการสูบบุหรี่ในที่ต่างๆ

การจะปลูกฝังสิ่งดีๆก็ควรจะทำตั้งแต่ไม้อ่อนที่กำลังดัดง่ายมิใช่หรือ?!

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ : http://www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=114192
 
 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 31 คน กำลังออนไลน์