สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป

รูปภาพของ Ning29

สมาคมการค้าเสรีภาพแห่งยุโรป

ทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรป: Free Trade หรือ Protectionism

Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป

ในยุคที่การแข่งขันในเวทีการค้าโลกยิ่งทวีความรุนแรง พร้อมกับการก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นของผู้เล่นใหม่ๆ ในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า ดูเหมือนสหภาพยุโรปกำลังจะปรับนโยบายทางการค้าให้ไปในทิศทางที่ใช้นโยบายปกป้องทางการค้า (protectionnism) มากยิ่งขึ้น และจะละทิ้งคำมั่นสัญญาในการดำเนินนโยบายการค้าเสรี (free trade) ทิศทางนโยบาย       สมาคมการค้าเสรียุโรปหรือเอฟตา             สมาคมการค้าเสรียุโรปหรือเอฟตา (อังกฤษ: European Free Trade Association — EFTA) เป็นกลุ่มการค้าของทวีปยุโรป ตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2503 เป็นอีกกลุ่มนอกจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในตอนนั้น มีสมาชิกก่อตั้งคือออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปรตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ปัจจุบันเอฟตามีสมาชิกคือไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์                           ฟินแลนด์เริ่มเป็นสมาชิกสมทบในปีพ.ศ. 2504 และกลายมาเป็นสมาชิกเต็มในปีพ.ศ. 2529 และไอซ์แลนด์เข้าเป็นสมาชิกในปีพ.ศ. 2513 สหราชอาณาจักรและเดนมาร์กเข้าร่วมประชาคมยุโรปในปีพ.ศ. 2516 จึงหมดสมาชิกภาพของเอฟตา โปรตุเกสเข้าประชาคมยุโรปเช่นกันในปีพ.ศ. 2528 ลิกเตนสไตน์เข้าร่วมเอฟตาในปีพ.ศ. 2534 และสุดท้ายฟินแลนด์ สวีเดน ออสเตรีย ออกจากเอฟตาไปเข้าร่วมสหภาพยุโรปในพ.ศ. 2538  การค้าของสหภาพยุโรปหลังการเจรจาการค้าพหุพาคีรอบโดฮาจะดำเนินไปอย่างไร  

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ DLA Piper เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนา International Trade Summit ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างนักธุรกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและด้านกฎหมาย ผู้วางแผนนโยบายของสหภาพยุโรป และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป โดยมีกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า นาย Peter Mandelson เข้าร่วมหารือด้วย โดยประเด็นหลักที่ภาครัฐและเอกชนยุโรปให้ความสนใจถกเถียงกันในการสัมมนา ได้แก่ ทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรป การทบทวนกลยุทธ์และเครื่องมือปกป้องทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการการปกป้องการทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD) ทัศนะคติของภาคธุรกิจยุโรปเกี่ยวกับการปรับปรุงนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป และการดำเนินความสัมพันธ์ทางกา

1.ทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรป

         ในระหว่างการเปิดการสัมนา Lord Tim Clement-Jones ตำแหน่ง Co-Chairman, Global Government Relations, DLA Piper ยกประเด็นคำถามที่เป็นที่สนใจของภาคธุรกิจขึ้นหารือ อาทิ ในยุคที่การเจรจาการค้าพหุพาคีชะงักงัน สหภาพยุโรปควรจะดำเนินนโยบายการค้าแบบปกป้อง ‘protectionism’ หรือ นโยบายการค้าเสรี ‘free trade’ และทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรปจะยังคงเน้นกรอบพหุภาคีหรือจะหันเหไปทางทวิภาคีมากขึ้น ที่สำคัญ การสัมมนาครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจยุโรปจากหลากหลายสาขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปต่อผู้วางนโยบายโดยตรง

          ในช่วงต้นของการสัมมนา นาย Graham Watson สมาชิกสภายุโรปและผู้นำกลุ่ม Alliance of Liberals and Democrats for Europe สภายุโรป ให้ความมั่นใจแก่ภาคธุรกิจว่า สหภาพยุโรปยังมุ่งเดินหน้าอุดมการณ์การค้าเสรี และแสดงความคาดหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาในกรอบ World Trade Organisation (WTO) ว่าจะต้องสำเร็จให้ได้ เนื่องจากโดฮานั้นสำคัญเกินกว่าที่จะล้มเหลวลง สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก WTO ต้องการกฎเกณฑ์ทางการค้าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงแก่ระบบการค้าโลก ซึ่งกรอบพหุพาคีเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดและเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่กรอบการเจรจาแบบทวิภาคีนั้นมีความซับซ้อน และประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าจะเป็นผู้เสียประโยชน์

อย่างไรก็ดี ในขณะที่รอความสำเร็จของการเจรจาการค้าพหุภาคีซึ่งอาจจะล่าช้าออกไป ประเทศต่างๆ อาจดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าในระดับภูมิภาคและระดับทวิภาคีที่สนับสนุนและเอื้อประโยชน์ต่อการเจรจาในกรอบพหุภาคี ทั้งนี้ ตนเห็นว่าสหภาพยุโรปสามารถดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ได้ แต่ควรเน้นการหารือในประเด็นที่ไม่ได้รวมอยู่ในกรอบการค้าพหุภาคี อาทิ ประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา การเคารพกฎเกณฑ์ (rules of law) และ best practice เป็นต้น          นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ซึ่งได้ร่วมการหารือในช่วงสุดท้ายของการสัมมนา ได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์ที่มั่งคงของสหภาพยุโรปในระบบการค้าเสรี และแสดงความเชื่อมั่นในกรอบการเจรจาพหุพาคี WTO ซึ่งปัจจุบันต้องการผลักดันแบบหลังฉาก ‘quiet diplomacy’ เพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อไป นอกจากนั้น นาย Mandelson กล่าวเน้นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การค้าของสหภาพยุโรปที่กำลังปรับใช้ที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) ความพยายามในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรปผ่านการใช้นโยบายทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ และ 2) ยุทธศาสตร์ ‘Global Europe’ ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ใหม่ที่สหภาพยุโรปได้ประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2549 โดยเน้นการเปิดตลาดต่างประเทศ และลดการปกป้องทางการค้าภายในสหภาพยุโรปเอง

          สำหรับประเด็นการเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีของสหภาพยุโรปกับคู่ค้าอื่นๆ นาย Mandelson กล่าวว่าสหภาพยุโรปพิจารณาการเริ่มเจรจากับประเทศต่าง ๆ อาทิ อาเซียน อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย โดยเน้นที่ประเด็นการลดอัตราภาษีศุลกากร การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers – NTBs) และประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในกรอบ WTO โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุน และนโยบายด้านการแข่งขัน (competition policy)

 

           2. กลยุทธ์และเครื่องมือปกป้องทางการค้า: มาตรการปกป้องการทุ่มตลาด    2.1 มาตรการปกป้องการทุ่มตลาด หรือ Anti-Dumping (AD)                       การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defense Instrument) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการการปกป้องการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ของสหภาพยุโรปเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและหารือกันอย่างกว้างขวางในการสัมมนาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ AD ต่อสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากจากจีน และรองเท้าจากเวียดนาม โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่มิได้ขัดขวางการใช้ AD และมาตรการปกป้องทางการค้าในรูปแบบอื่น ๆ แต่อย่างใด แต่ภาคธุรกิจวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้มาตรการ AD ยังขาดความโปร่งใส มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณานาน และไม่สามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายและความล่าช้าให้แก่การภาคธุรกิจได้ โดยภาคธุรกิจหวังว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะปรับปรุงวิธีการใช้มาตรการ AD ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น         นาย Harald Wenig ตำแหน่ง Director, Trade Defense Instrument Directorate คณะกรรมาธิการยุโรป ชี้แจ้งเพิ่มเติมว่าการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า และมาตรการปกป้องการทุ่มตลาด เป็นสิ่งจำเป็นและยังคงต้องใช้อยู่ต่อไป แต่จะมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจยุโรปบางส่วนให้มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าว - มิใช่ในงานสัมมนาครั้งนี้) โดย ตนเห็นว่า AD เป็นมาตรการทางการค้าที่ใช้เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางด้านตลาดเพื่อให้สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่มิได้มีไว้เพื่อปกป้องตลาดภายใน สหภาพยุโรปจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการค้าอย่าง AD เพื่อสร้างตลาดที่เป็นธรรมแก่ธุรกิจยุโรป ในขณะที่ภาคธุรกิจในจีนสามารถผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเท่า และผู้ผลิตในอินเดียก็ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างมาก

           ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจะเปิดรับความคิดเห็นจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับนโยบายการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า รวมทั้ง AD ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2550 เป็นต้น เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือการปกป้องทางการค้าดังกล่าว และคาดว่าจะออกเป็นยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในปี 2538

                  3. การดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน                ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ประเด็นการดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าสหภาพยุโรป-จีนได้รับความสนใจมากที่สุดในการสัมมนา จีนซึ่งเป็นทั้งคู่ค้าสำคัญ เป็นโอกาส และเป็นภัยคุกคามสำหรับยุโรป การค้าระหว่างสหภาพยุโรป-จีนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาสตั้งแต่ปี 2001 จากปริมาณการค้ารวมประมาณ 76.6 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2001 เป็น 100 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2003 และเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาเพียง 2 ปี              4. ข้อสังเกตและข้อเสนอ            เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการสัมมนาดังกล่าวนักธุรกิจที่มาเข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชั้นนำจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อาทิ C&A Kingfisher Boeing Company DHL UPS ซึ่งดูจะเห็นพ้องต้องกันว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นสหภาพยุโรปดำเนินนโยบายการค้าแบบเสรีเท่านั้น และการดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้ามากจนเกินไปจะเป็นผลเสียต่อภาคธุรกิจเอง โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า อาทิ AD แต่เรียกร้องให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มิให้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และลดขั้นตอนการดำเนินการ- ความสนใจของภาคธุรกิจยุโรปส่วนใหญ่มุ่งไปที่การดำเนินการค้ากับจีน โดยที่ความสนใจในตลาดเอเชียโดยรวม โดยเฉพาะอาเซียน ไม่ได้รับการพูดถึงในการสัมมนาดังกล่าวมากนัก (ยกเว้นกรณีความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-อาเซียน) โดยประเด็นการจัดจั้ง Trade Portal สำหรับนักธุรกิจจีนและยุโรปที่เสนอโดยฝ่ายจีนต่อคณะกรรมาธิการยุโรปนับว่าเป็นแนวคิดที่ดี โดยฝ่ายจีนหวังว่า Trade Portal ดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจ SMEs ของจีนให้รู้จักตลาดยุโรปและกฎระเบียบของสหภาพยุโรปดีมากขึ้น 

     Related Items:

1.   Food miles แนวทางใหม่ในการปกป้องสินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายในสหภาพยุโรป 2.  FTA EU-เกาหลีใต้เดินหน้าการเจรจา FTA รอบที่ 3 3.  NTBs Series: มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD) ของสหภาพยุโรป

4.  การทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments) ของสหภาพยุโรป

5.  ประเด็น IPR กับการนำเข้ายาในความตกลงการค้าของอียู  

 

         สภายุโรปเตรียมเรียกตัวประธานคณะกรรมาธิการการค้า  มากล่าวตักเตือนฐานกดดันประเทศไทย โดย เดวิด โครนิน

         กรุงบรัสเซลล์ สภายุโรปเตรียมเรียกตัวประธานคณะกรรมาธิการการค้า สหภาพยุโรป มากล่าวตักเตือนฐานพยายามกดดันเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนนโยบายด้านสิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์ 

        หลังจากที่ประเทศไทยจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้าปฎิบัติหน้าที่เมื่อต้นปีนี้ได้ไม่นานนัก นายปีเตอร์ แมนเดลสัน คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนนโยบายการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ จำนวนหลายฉบับที่รัฐบาลชุดก่อนเป็นผู้ประกาศใช้กับยาติดสิทธิบัตรจำนวนหนึ่ง

          เมื่อสมาชิกสภายุโรป (MEPs) ได้รับสำเนาจดหมายของนายแมนเดลสันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทั้งหมดต่างแสดงความไม่พอใจ สมาชิกบางรายถึงกับกล่าวประณามคณะกรรมาธิการผู้นี้ว่าเปลี่ยนจุดยืนของตนไม่ยึดมั่นต่อพันธกิจที่ให้ไว้ว่าจะให้การสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการต่างๆ เช่นมาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเพื่อปรับลดราคายาในประเทศกำลังพัฒนา

         ในการร่วมหารือกันที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้ ผู้แทนจากลุ่มการเมืองกลุ่มต่างๆ ของสภายุโรปต่างเห็นพ้องที่จะทำการประท้วงคัดค้านจดหมายของนายแมนเดลสันอย่างเป็นทางการ พร้อมกับตัดสินใจที่จะเรียกตัวนายแมนเดลสันให้มาปรากฎตัวต่อคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสภายุโรปภายในเร็ววันนี้เพื่อตอบข้อกังขาของสมาชิกเกี่ยวกับประเด็นนี้

         นายวิตโตริโอ อัคโนเลตโต สมาชิกสภายุโรปจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมอภิปรายในประเด็นการเข้าถึงยาอย่างจริงจังให้ความเห็นว่าเราไม่อาจยอมรับการกระทำเช่นนี้ได้

        นาย อัคโนเลตโต กล่าวว่า ถ้อยคำที่นายแมนเดลสันกล่าวต่อหน้าสภายุโรปกับที่ปรากฎในจดหมายนั้นขัดแย้งกันเหมือนนายแมนเดลสันมีคำพูดสองแบบพร้อมเสริมว่าเขาทำเหมือนไม่ได้ทำงานให้คณะกรรมาธิการ แต่ทำให้อุตสาหกรรมยามากกว่า

         ในจดหมายของนายแมนเดลสันถึงนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยนั้นระบุว่าสหภาพยุโรปเป็นแหล่งนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญๆ ที่สุดอีกแห่งในประเทศไทยท่าทีของรัฐบาลไทยในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ได้สร้างความหวาดวิตกในหมู่นักลงทุนจากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมยาทั้งนี้อุตสาหกรรมยามักยกข้อวิตกกังวลถึงความไม่แน่ชัดในการให้ความคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรแก่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทว่าเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการลงทุน

         นายแมนเดลสันกล่าวว่าตนให้การสนับสนุนปฏิญญาที่ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลกปี 2544 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งปฏิญญาฉบับดังกล่าวยึดถือตามกฎข้อบังคับขององค์การการค้าโลกที่อนุญาตให้มีการใช้มาตรการยืดหยุ่นกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อเกิดกรณีปัญหาด้านสาธารณสุขของชาติ

          กระนั้น นายแมนเดลสันกลับแย้งว่า มาตรการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรนั้นสมควร ใช้เป็นการเฉพาะโดยสมควรหาวิธีทางเลือกอื่นๆ เช่นการเจรจากับบริษัทยา ก่อนจะหันมาใช้มาตรการนี้แก้ปัญหา พร้อมระบุว่าแต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจ เมื่อได้ทราบข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังจะหมดวาระได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ฉบับใหม่กับยาใหม่บางรายการก่อนที่ท่านจะพ้นจากตำแหน่งในเร็ววันนี้

          นี่นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่นายแมนเดลสันมีข้อเรียกร้องต่อนโยบายของไทยด้านสิทธิบัตรเภสัชภัณฑ์ ในปี 2550 นายแมนเดลสันได้มีจดหมายในลักษณะเดียวกันนี้ถึงรัฐมนตรีบางกระทรวงของไทย หลังจากที่ไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาสามรายการเพื่อใช้รักษาโรคเอดส์ และหนึ่งในนั้นเป็นยาสำหรับรักษาโรคหัวใจ

          หลังจากที่ถูกสมาชิกสภายุโรปตั้งข้อซักถามต่อกรณีดังกล่าวในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา นายแมนเดลสันได้ให้คำมั่นว่าตนจะไม่กระทำการใดๆ อันอาจเป็นการบ่อนทำลายการเข้าถึงยาในที่ที่เขาเรียกว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนทว่าสำหรับประเทศไทยนั้น โดยนิยามของสหประชาชาติแล้วจัดว่าเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

         นางอเล็คซานดร้า ฮูมเบอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ขององค์การหมอไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières) ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศลด้านการแพทย์ กล่าวชื่นชมการตัดสินใจของ  

สมาชิกสภายุโรปที่จะมีวาจาติเตียนถ้อยคำของนายแมนเดลสันที่กล่าวขัดแย้งกัน

ทั้งนี้ สถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดของสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมาธิการ สภายุโรป และคณะมนตรี ล้วนรับหลักการที่มุ่งส่งเสริมการเข้าถึงยาราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนา นางฮูมเบอร์ กล่าว ข้อสำคัญคือแต่ละสถาบันต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งจริงจังพร้อมเสริมว่าหากปราศจากปณิธานทางการเมืองอย่างแน่วแน่ที่จะยึดมั่นต่อพันธกิจที่ให้ไว้ที่โดฮา ตลอดจนให้การสนับสนุนมาตรการยืดหยุ่นต่างๆ ที่ตนได้ร่วมบัญญัติขึ้นแล้วไซร้ คำมั่นสัญญาเหล่านี้ย่อมไม่ได้นำมาปฎิบัติให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้เลย

         นางฮูมเบอร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปฏิญญาโดฮานั้นให้สิทธิประเทศกำลังพัฒนาในการตัดสินใจประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ได้ตามดุลยพินิจของตน ทั้งมิได้มีข้อกำหนดบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการเจรจากับผู้ทรงสิทธิก่อนแต่อย่างใด

           “นายปีเตอร์ แมนเดลสัน เหมือนพยายามจะตีความปฏิญญาโดฮาไปอีกทางหนึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ขององค์การหมอไร้พรมแดน กล่าว

ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ                                                                            ความตกลงการค้าที่สหภาพยุโรปได้ลงนามกับประเทศหรือกลุ่มประเทศต่าง ๆ มีความหลากหลาย ซึ่งถ้านับการเจรจาและความผูกพันกับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ ก็มีในหลายระดับด้วยกัน ตั้งแต่ความตกลงในระดับการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (free trade area) ซึ่งกำหนดให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างกลุ่มประเทศได้โดยปราศจากภาษีและกฎระเบียบบังคับต่าง ๆ หรือความตกลงในระดับ

           สหภาพศุลกากร (customs union) ซึ่งกำหนดให้สินค้าและบริการมีการกำหนดกำแพงการค้าร่วมกันกับประเทศภายนอกกลุ่ม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความตกลงในลักษณะการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศคู่ค้า (preferential trade agreement) เช่น สิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences:  GSP)               

 

   สถานะความตกลงการค้าภูมิภาคยุโรปกับกลุ่มต่าง 

 

1)     สมาคมการค้าเสรียุโรป (European Free TradeAssociation:  EFTA)

             เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.. 1960 มีประเทศสมาชิก 7 ประเทศ[1] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายในกลุ่มประเทศสมาชิก  ปัจจุบันเหลือสมาชิกของสมาคมการค้าเสรีเพียง 3 ประเทศ คือ

           ไอซแลนด์  ลิกเตนสไตน์ และ นอร์เวย์ ปี ค.. 1994 สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) เข้าร่วมกับกลุ่มประชาคมยุโรป (European Community:  EC) เพื่อจัดตั้งความตกลงว่าด้วยเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area:  EEA) ในลักษณะความตกลงแบบทวิภาคีว่าด้วย เรื่อง การขนส่งทางบกและทางอากาศ การเคลื่อนย้ายบุคลากรอย่างเสรี การเกษตร การวิจัย และระบบกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดซื้อ (Procurement) และอุปสรรคเทคนิคทางการค้า โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในปี ค.. 2002
              2)   ความตกลงยุโรป (Europe Agreements)     
                
           ความตกลงยุโรปมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดการค้าสินค้าและการค้าบริการอย่างเสรีขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออก (Central and Eastern European Countries:  CEECs) กล่าวคือ สินค้าและบริการของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะให้การยกเว้นภาษี (duty-free) สำหรับสินค้าและบริการที่มาจากกลุ่มนี้รวมถึงการได้รับโควตาปลอดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้าด้วย           
         ในระหว่างช่วงการทบทวนนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปที่ให้ประโยชน์กับประเทศเหล่านี้เมื่อปี .. 2000 ได้มีการเจรจาพิธีสาร[1] ว่าด้วยเรื่องภาษีสินค้าเกษตรต่างตอบแทนหรือการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมแบบปลอดภาษีเพิ่มขึ้นด้วยส่งผลให้การค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นถึงระดับร้อยละ 75 ของมูลค่าการส่งออกรวมของกลุ่มประเทศเหล่านี้ และในทางกลับกัน กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปส่งสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกสูงถึงร้อยละ 61 ของสัดส่วนการนำเข้าของกลุ่มประเทศเหล่านี้ เช่นกัน           
              ปัจจุบันกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกอยู่ในช่วงการปรับตัวเพื่อเข้าเป็นสมาชิก(candidate countries) ของสหภาพยุโรปโดยตรง ประเทศเหล่านี้ ได้แก่ บัลกาเรีย สาธารณรัฐเช็ค

เอสโทเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิโทเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลเวเนีย

               3)  ความตกลงสมาคม (Association Agreements) ที่    สหภาพยุโรปปรับใช้กับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ มีดังนี้

 

3.1)   ประเทศตุรกี ไซปรัส และมอลตา

           สมาชิกแรกเริ่มประกอบด้วย ประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปรตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้เริ่มเจรจาความตกลงสหภาพศุลกากร (customs union) กับประเทศตุรกีในปี ค.. 1963 และเจรจากับประเทศไซปรัสและมอลตาในปี ค.. 1970 เช่นกัน ต่อมาในปี ค.. 1996 ประเทศตุรกีได้บรรลุความตกลงจัดตั้งระบบสหภาพศุลการกรกับสหภาพยุโรป และได้มีการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นทางด้านการค้าบริการรวมถึงกฎระเบียบและมาตรการของรัฐ ส่วนการบรรลุความตกลงสหภาพศุลกากรกับประเทศไซปรัสคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี ค.. 2003  สำหรับการบรรลุความตกลงกับประเทศมอลตายังไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

3.2)   กลุ่มประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน

           สมาชิกแรกเริ่มประกอบด้วย ประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปรตุเกส สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ  ความตกลงยุโรปมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดการค้าสินค้าและการค้าบริการอย่างเสรีขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออก (Central and Eastern European Countries:  CEECs) กล่าวคือ สินค้าและบริการของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะให้การยกเว้นภาษี (duty-free) สำหรับสินค้าและบริการที่มาจากกลุ่มนี้รวมถึงการได้รับโควตาปลอดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้าด้วย            ในระหว่างช่วงการทบทวนนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปที่ให้ประโยชน์กับประเทศเหล่านี้เมื่อปี .. 2000 ได้มีการเจรจาพิธีสาร[1] ว่าด้วยเรื่องภาษีสินค้าเกษตรต่างตอบแทนหรือการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมแบบปลอดภาษีเพิ่มขึ้นด้วยส่งผลให้การค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นถึงระดับร้อยละ 75 ของมูลค่าการส่งออกรวมของกลุ่มประเทศเหล่านี้ และในทางกลับกัน กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปส่งสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกสูงถึงร้อยละ 61 ของสัดส่วนการนำเข้าของกลุ่มประเทศเหล่านี้ เช่นกัน            ปัจจุบันกลุ่มประเทศยุโรปตอนกลางและตะวันออกอยู่ในช่วงการปรับตัวเพื่อเข้าเป็นสมาชิก(candidate countries) ของสหภาพยุโรปโดยตรง ประเทศเหล่านี้ ได้แก่ บัลกาเรีย สาธารณรัฐเช็ค
เอสโทเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิโทเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลเวเนีย
3)  ความตกลงสมาคม (Association Agreements) ที่สหภาพยุโรปปรับใช้กับประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ มีดังนี้
          3.1)   ประเทศตุรกี ไซปรัส และมอลตา            กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้เริ่มเจรจาความตกลงสหภาพศุลกากร (customs union) กับประเทศตุรกีในปี ค.. 1963 และเจรจากับประเทศไซปรัสและมอลตาในปี ค.. 1970 เช่นกัน ต่อมาในปี ค.. 1996 ประเทศตุรกีได้บรรลุความตกลงจัดตั้งระบบสหภาพศุลการกรกับสหภาพยุโรป และได้มีการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นทางด้านการค้าบริการรวมถึงกฎระเบียบและมาตรการของรัฐ ส่วนการบรรลุความตกลงสหภาพศุลกากรกับประเทศไซปรัสคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี ค.. 2003  สำหรับการบรรลุความตกลงกับประเทศมอลตายังไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน


3.2)   กลุ่มประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน
                  ของประเทศบัลกาเรีย เอสโทเนีย สาธารณรัฐเช็ค ลัตเวีย ลิตทูเนีย โรมาเนีย สาธารณรัฐสโลวัต สโลเวเนีย และโปแลนด์ความตกลงในกรอบสมาคมยูโร-เมดิเตอร์เรเนียน (Euro-Mediterranean association agreements) ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นใหม่ในปี ค.. 1995 ได้แก่ อียิปต์ อิสราเอล จอร์แดน โมรอคโค ปาเลสไตน์ และตูนีเซีย         มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดเขตการค้าเสรีระหว่างกันและกัน (bilateral free trade areas) ขึ้นภายในปี ค.. 2010 เพื่อต้องการยกระดับไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มสหภาพยุโรปกับกลุ่มประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะรวมถึงการค้าในสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรกรรมและสินค้าประมง โดยมุ่งเจรจาความตกลงในลักษณะทวิภาคีตามความพร้อมของแต่ละประเทศ  อย่างไรก็ตาม กลุ่มสหภาพยุโรปยังให้การเปิดเสรีในลักษณะแบบไม่สมมาตร (asymmetric liberalization) กับกลุ่มประเทศเหล่านี้
3.3)   ประเทศมาเซโดเนียและประเทศโครเอเชีย
                สหภาพยุโรปได้ลงนามความตกลงสมาคมและความมั่นคง (Stabilization and Association Agreements) กับประเทศมาเซโดเนีย (Former Yugoslav Republic of Macedonia: FYROM) และประเทศโครเอเชีย เมื่อเดือนเมษายนและตุลาคม ตามลำดับในปี ค.. 2001 จุดมุ่งหมายของความตกลงเพื่อลดอุปสรรคภาษีศุลกากรและมาตรการในการนำเข้าสินค้า โดยกำหนดระยะเวลาลดภาษีสำหรับประเทศมาเซโดเนียภายในเวลา 10 ปี ยกเว้นสินค้าเกษตร สิ่งทอและผลิตภัณฑ์เหล็ก และกำหนดระยะเวลาลดภาษีสำหรับประเทศโครเอเชียภายในเวลา 5 ปี ยกเว้นสินค้าเกษตร เป็นต้น
3.4)   รัฐอิสระอันดอราและซานมาริโน
           สหภาพยุโรปได้มีการลงนามสหภาพศุลกากรกับรัฐอิสระอันดอรา (Andora) และซานมาริโน (San Marion) ไว้แล้ว

 

4)     ความตกลงระหว่างภูมิภาค (Interregional agreements)

 
4.1)   แอฟริกา

            ความตกลงว่าด้วยการค้า การพัฒนา และความร่วมมือ (Trade, Development and Cooperation Agreement:  TDCA) ระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศแอฟริกา มีผลบังคับใช้เมื่อต้นปี ค.. 2000 ซึ่งกำหนดระยะเวลาภายใน 10 ปี สหภาพยุโรปสามารถนำเข้าสินค้าอย่างเสรีจากแอฟริกาใต้ได้สูงถึงร้อยละ 95 ของมูลค่าการนำเข้าที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากกลุ่มนี้ และภายใน 12 ปี แอฟริกาใต้สามารถนำเข้าสินค้าอย่างเสรีจากสหภาพยุโรปได้ถึงร้อยละ 86 ของมูลค่าการนำเข้าที่กลุ่มประเทศแอฟริกานำเข้าจากสหภาพยุโรป ซึ่งความตกลงนี้ได้ขยายขอบเขตไปยังกลุ่มประเทศคู่ค้าของแอฟริกาอีก 4 ประเทศ ได้แก่ บอตสวานา  เลโซโธ นามีเบีย และสวาซิแลนด์

4.2)   ละตินอเมริกา            ความตกลงมีจุดมุ่งหมายในการผูกพันความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองต่อกลุ่มประเทศละตินอเมริกาและประเทศแถบแคริบเบียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในปี ค.. 2000 สหภาพยุโรปได้ลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรี (free trade area) กับประเทศเม็กซิโกขึ้น ครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้าและบริการการลงทุน กฎระเบียบและมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ สหภาพยุโรปได้เปิดตลาดเสรีของสหภาพยุโรปให้กับสินค้าที่นำเข้าจากเม็กซิโกได้รวดเร็ว (ต้นปี ค.. 2003) กว่าที่เม็กซิโกให้กับการค้าสินค้าที่มาจากสหภาพยุโรป (ต้นปี ค..2007) นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังเปิดการเจรจาการค้าในลักษณะแบบสมาคมการค้า

ทวิภาคี (bilateral association agreements) กับประเทศชิลีและกลุ่มประเทศ MERCOSUR

4.3)   ตะวันออกกลาง

            สหภาพยุโรปเริ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี (free trade agreement) กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเมื่อปี ค.. 1990 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากติดประเด็นด้านพลังงาน ต่อมาในปี ค.. 2002 ได้มีการทบทวนการเจรจากันใหม่ขึ้น ซึ่งการเจรจาได้กำหนดให้มีการลดภาษีแบบสหภาพศุลกากรโดยผลการเจรจาน่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในปี ค.. 2003 และไม่เกิน ค.. 2005

 4.4)   กลุ่มประเทศอาเซียน            สหภาพยุโรปได้ริเริ่มนโยบายกระชับกับกลุ่มประเทศอาเซียนในเดือนกรกฎาคม ค.. 2003 โดยได้

ริเริ่มกรอบความสัมพันธ์ใหม่ซึ่งครอบคลุมประเด็นกว้างขวาง ที่สำคัญสหภาพยุโรปต้องการให้เกิดพลวัตในความสำคัญทางการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศอาเซียนโดยได้กำหนดเป็นแนวปฏิบัติการที่เรียกว่าการริเริ่มทางการค้าข้ามภูมิภาคสหภาพยุโรปและอาเซียน (Trans-Regional EU-ASEAN Trade Initiative:  TREATI)” ในขณะนี้ กรอบการริเริ่ม TREATI จะเน้นการขยายตัวทางการค้าและการลงทุน โดยมีกรอบที่แน่ชัดสำหรับการพูดคุยเจรจาและความร่วมมือทางกฎเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการเข้าสู่ตลาดประเด็นการลงทุนระหว่าง 2 ภูมิภาค ดังนั้น จึงจำเป็นที่คาดกันว่า การริเริ่ม TREATI ในที่สุดน่าจะนำมาสู่ข้อตกลงการค้าเสรี (free trade agreement) ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่เป็นความสำเร็จจากการเจรจาทางการค้าขององค์การการค้าโลกในปัจจุบัน ดังนั้น ความตกลงเสรีระหว่างสหภาพ ยุโรปกับอาเซียนที่จะมีต่อไปนั้นจึงมีแนวโน้มว่าจะต้องอยู่บนหลักการ WTO-plus

5) ความตกลงและข้อผูกพันสิทธิพิเศษทางการค้า (Preferential Trade Agreements and Arrangements)           5.1)   กลุ่มประเทศและดินแดนโพ้นทะเล (Overseas Countries and Territories:  OTC)             สหภาพยุโรปได้จัดตั้งความตกลงแบบสมาคม (association arrangements) กับกลุ่มประเทศและดินแดนโพ้นทะเลในปี ค.. 2001 โดยครอบคลุมถึงในปี ค.. 2011 ในที่จริงสหภาพยุโรปได้ให้การปลอดภาษีสำหรับสินค้าที่มาจากกลุ่มประเทศและดินแดนโพ้นทะเลมาตั้งแต่ปี ค.. 1963 แล้วแต่ให้มีการปกป้องได้ในบางกรณี (safeguard provision) รวมถึงการดูแลแหล่งกำเนิดสินค้า (rules of origin) ยกเว้นข้าวและน้ำตาล การส่งสินค้าข้ามแดน (transshipment) จากกลุ่มประเทศและดินแดนโพ้นทะเลเข้ามาในสหภาพยุโรปสามารถทำได้ แต่ต้องใช้ระบบภาษีศุลกากรที่เคร่งครัดของสหภาพยุโรปด้วย            
5.2)   กลุ่มประเทศ ACP (African Caribbean and Pacific Countries)            ความตกลงการให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ ACP มีมานานแล้ว ซึ่งมีทั้งหมด 77 ประเทศด้วยกัน ในขณะที่ 55 ประเทศเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) และ 40 ประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในเดือนมิถุนายน ค.. 2000 สหภาพยุโรปได้ลงนามในความตกลงแบบหุ้นส่วน (ACP-EC Partnership Agreement) หรือที่เรียกว่าความตกลง Cotono ขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงจากวิธีปฏิบัติในข้อตกลงแบบการใช้สิทธิพิเศษทางการค้าแบบไม่ตอบแทนกัน (non-reciprocal trade preferences) มาสู่ความตกลงแบบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (economic partnership agreements) การเจรจาความตกลงดังกล่าวได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน ค.. 2002 และคาดว่าจะบรรลุผลสำเร็จเป็นความตกลงได้ในปี ค.. 2008 ในช่วงนี้สหภาพยุโรปจะยังคงยึดหลักการการให้สิทธิพิเศษทางการค้าต่อไปจากกลุ่มนี้ครอบคลุมถึงสินค้าอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง ฯลฯ            

                       5.3)   กลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก            
         สหภาพยุโรปประกาศมาตรการทางการค้าเอกเทศ (autonomous trade measures:  ATMs) กับกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก[1] มีผลบังคับใช้ระหว่างปี ค.. 2000-2005 มีวัตถุประสงค์ของมาตรการเพื่อให้บรรลุการลดเพดานภาษีสินค้าอุตสาหกรรม ยกเว้นสิ่งทอบางประเภท และอะลูมิเนียม รวมทั้งขยายเพดานระดับภาษีไปยังสินค้าเกษตรกรรมและประมง                                   
      5.4)   กลุ่มประเทศพัฒนาน้อย (Least-developed countries:  LDCs)           
       สหภาพยุโรปทบทวนการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือ GSP แก่ประเทศกำลังพัฒนา 143 ประเทศ และประเทศในอาณานิคม ซึ่งมีผลบังคับใช้ในระหว่างปี ค.. 2002-2004 โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่สินค้าทุกชนิด ยกเว้นสินค้าท้องถิ่น และสินค้าเฉพาะเจาะลงบางประเภท เช่น ข้าว กล้วย และน้ำตาล             สหภาพยุโรปประกาศหลักการให้สิทธิพิเศษใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ประการแรกยังคงหลัก GSP ตามแนวทางเดิม ให้สำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม สิ่งทอและผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ เหล็ก และประการที่ 2 เรียกเก็บภาษีตามมูลค่าตามข้อบัญญัติว่าด้วยชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่งหรือ MFN ad valorem duties โดยกำหนดอัตราภาษีในระดับที่ต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า


   

สร้างโดย: 
นางสาว นิตยา บุตรศาสตร์ ชั้น 4/4 เลขที่ 27 และ นางสาว ธรัญญา ภูผา ชั้น 4/4 เลขที่ 16 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
รูปภาพของ silavacharee

 

ตรวจแล้ว

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 37 คน กำลังออนไลน์