ตรวจแถวอสังหาฯ อาเซียนล่าสุด

รูปภาพของ pornchokchai

            เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้ไปประชุมสมาคมผู้ประะมินค่าทรัพย์สินแห่งอาเซียนที่ผมเคยเป็นกรรมการอยู่ด้วย  ครั้งนี้มีผู้ประเมินค่าทรัพย์สินทั้งระดับปฏิบัติงาน ข้าราชการ และอาจารย์ในอาเซียน เข้าร่วมประชุมรวมประมาณ 300 ท่าน  จึงขอนำสถานการณ์ล่าสุดมาเล่าให้ฟังบ้างครับ

พนมเปญจะสร้างตึกสูงสุด
            ตอนนี้ในพนมเปญกำลังรื้อสวนสนุกที่อยู่ตรงข้ามกับนากาเวิร์ลซึ่งเป็นกาสิโนขนาดใหญ่ มาสร้างตึกที่สูงที่สุดในเอเซีย โดยตั้งใจจะให้สูง 500 เมตร เป็นอาคารตึกแฝด 133 ชั้น  เจ้าของโครงการคือกลุ่มบริษัทไทบุนรุ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจกัมพูชาที่ดำเนินกิจการโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล และอาจร่วมกับกลุ่มทุนจีนด้วย  ทั้งนี้ประธานกลุ่มนี้มีประวัติไม่ค่อยแน่ชัดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดและมีคดีอื้อฉาวอื่น ๆ
           อย่างไรก็ตามถ้าตึกนี้สร้างเสร็จ ก็จะสูงกว่าทวินทาวเวอร์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งสูง 452 เมตร สูงกว่าตึกเคียงนามในกรุงฮานอยที่จะสูง 345 เมตร หรือ 77 ชั้น และสูงกว่าตึกใบหยก 2 ในกรุงเทพมหานครที่สูง 304 เมตร  อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่งดีใจกันมากนัก เพราะยังไม่รู้จะได้สร้างจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อ 6 ปีก่อน สมเด็จฮุนเซ็นก็ให้เกียรติเปิดตัวอาคารสุดถึง 555 เมตร บนเกาะเพชร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงบริเวณนี้มาแล้ว  แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้สร้าง!
           สำหรับการเช่าที่ดินในกัมพูชานั้น เมื่อก่อนให้เช่า 99 ปี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว รัฐบาลให้เช่าแค่ 50 ปี แต่อาจต่อสัญญาในภายหลังได้ (ตามเงื่อนไขที่จะตกลงกัน)  แต่พี่ไทยเรายังจะ "หน้ามืด" เอา 99 ปีให้ได้  อย่างไรก็ตามในกรณีห้องชุด ต่างชาติสามารถซื้อห้องชุดในกัมพูชาได้แล้ว โดยซื้อได้ในสัดส่วนไม่เกิน 70% ของพื้นที่ทั้งหมด  ส่วนของไทยอยู่ที่ 49%  โดยครั้งหนึ่งไทยเราเคยเปิดให้ต่างชาติซื้อห้องชุดได้ถึง 100% แต่ในยามเศรษฐกิจตกต่ำปี 2542-2545 ไม่ค่อยมีใครมาซื้อ เลยลดเหลือ 49%

สิงคโปร์จะยกเลิกภาษีเก็งกำไร
            ที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์มีการเก็งกำไรกันสูงมาก รัฐบาลจึงจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมโอนเพิ่มขึ้นสำหรับชาวสิงคโปร์ที่ซื้อไปเก็งกำไรโดยซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป  และยิ่งสำหรับชาวต่างชาติ หากไปซื้อห้องชุดในสิงคโปร์ ต้องเสียภาษี 10%  ทั้งนี้เพราะเขาถือว่ามาเอาประโยชน์จากเขา  คล้ายกับกรณีเราส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือในออสเตรเลียหรือประเทศตะวันตก ก็ต้องเสียค่าเล่าเรียนสูงกว่าคนท้องถิ่นเพราะเราไม่เคยเสียภาษีให้เขาเลย จะมารับประโยชน์เช่นบุตรหลานของคนท้องถิ่นไม่ได้
           แต่การเก็งกำไรในสิงคโปร์ ก็ยังไม่หยุด ในปี 2554 รัฐบาลสิงคโปร์ จึงกำหนดว่า ต่อไปนี้ต่างชาติมาซื้อห้องชุดในสิงคโปร์ ต้องเสียภาษี 15% เช่น ห้องชุดหน่วยละ 30 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีก่อนเลย 4.5 ล้านบาท  อย่างไรก็ตามในขณะนี้รัฐบาลสิงคโปร์กำลังพิจารณาที่จะยกเลิกหรือลดหย่อนภาษีส่วนนี้เพราะสามารถควบคุมการเก็งกำไรได้แล้ว  และคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์จะกลับมาคึกคักอีก
           จะสังเกตได้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์ไม่เห็นแก่ "หน้าอินทร์หน้าพรหม" ที่ไหนเลย  บรรดาบริษัทนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่ๆ ที่กำลังสนุกกับการพัฒนาโครงการอาคารชุดราคาแพงขายชาวต่างชาติก็สะดุดกึกลงทันทีที่รัฐบาลใช้ "ยาแรง" หยุดการเติบโตของการเก็งกำไร  ในสิงคโปร์มีนายหน้าถึงราว 30,000 คน  ส่วนหนึ่งก็ "ทำมาหากิน" กับต่างชาติที่มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ ก็ "พลอยฟ้าพลอยฝน" ซวดเซไปด้วย  แต่รัฐบาลเขาไม่สน รัฐบาลเขายึดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเหนือกลุ่มธุรกิจครับผม

กระบวนการประเมินขั้นสุดยอดของมาเลเซีย
            ในประเทศไทยมีการปรับราคาประเมินทุนทรัพย์ (ที่ดิน) เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุก 4 ปี แต่ในมาเลเซีย เขาสามารถดำเนินการได้ทุกปีอย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง  ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินต่าง ๆ นั้นเป็นข้อมูลสาธารณะที่เปิดเผย เพื่อความโปร่งใส ป้องกันการฟอกเงิน จึงมีข้อมูลที่จะนำมาใช้เพื่อการประเมินค่าทรัพย์สินของทางราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ของไทยเรามีข้อจำกัด เพราะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการซื้อขาย-ถือครองทรัพย์สิน คงกลัวคนรู้ว่าใครมีทรัพย์มาก  และบางส่วนก็โอนกันตามราคาประเมินทางราชการที่ต่ำ ๆ เพื่อเลี่ยงภาษี  ข้อนี้ไทยควรปรับปรุงเป็นอย่างยิ่ง
           ผมขอเพิ่มเติมเรื่องภาษีสักหน่อยว่าในมาเลเซียมีการจัดเก็บภาษีกำไร (Capital Gain Tax) สูงถึง 20% เช่น ถ้าเราซื้อบ้านมาราคา 1 ล้านบาท ตอนขายในอีก 5 ปีถัดมา ราคาขึ้นเป็น 2 ล้านบาท กำไรส่วนเกิน 1 ล้านบาท ต้องนำมาเสียภาษี 20% หรือ 2 แสนบาท  น่าเสียดายประเทศไทยไม่มีภาษีนี้ เพราะขาดความโปร่งใสด้านข้อมูลราคาซื้อขายจริง และอาจเกรงใจ "ผู้รากมากดี" ที่ใหญ่ๆ โตๆ ทั้งหลายจะเดือดร้อนนั่นเอง

เขากำลังเติบโตกันใหญ่
            1. เมียนมาร์เป็นดาวเด่นที่สุดในการลงทุนในขณะนี้ ทั้งบรูไน เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างวิ่งเข้าไปลงทุน แต่ "พี่ไทย" เรายังได้แต่จดๆ จ้องๆ
           2. เวียดนามกำลังฟื้นขึ้นมาใหม่อย่างยิ่งยวด  เชื่อว่าภายในเวลาประมาณ 2 ปีนี้คงจะเติบโตเฟื่องฟูขึ้นเพราะฐานของชนชั้นกลางเริ่มเติบโตอย่างมหาศาล
           3. อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากในด้านที่อยู่อาศัยสำหรับนักพัฒนาที่ดินไทยเพราะความเป็นอยู่ต่าง ๆ ก็ไม่แตกต่างจากไทยนัก
           4. ลาวกับบรูไนคงไม่เหมาะที่ไทยจะไปลงทุนด้านโครงการที่อยู่อาศัยนักเพราะเป็นประเทศเล็ก ๆ
           5. สิงคโปร์และมาเลเซีย ยังเป็นเสมือน "ตัวดูด" เศรษฐีใหญ่ ๆ ให้ไปซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีน รวมทั้งคนจีนในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

            ไทยเราต้องเร่งขจัดจุดด้อยที่เรา "ถอยหลังเข้าคลอง" มารับตำแหน่งรั้งท้ายแทนเมียนมาร์ในอดีต  และเร่งสร้างแรงดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เพื่อความผาสุกของประชาชนเจ้าของประเทศ

ที่มา: http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_an...

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 22 คน กำลังออนไลน์