คำโกหกของเอ็นจีโอที่ทำลายประชาชนและทำลายเหมือง

รูปภาพของ pornchokchai

            เรื่องการปิดเหมืองทองคำนั้นอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ไปฟัง "เสียงนกเสียงกา" กลับไม่นำพาต่อเสียงของประชาชนในพื้นที่ เท่ากับตัดลมหายใจของประชาชนโดยตรง
           เมื่อวานนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) ในฐานะประธานเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อมและประชาชนอย่างยั่งยืน ขออนุญาตนำข้อมูลที่แท้จริงมาหักล้างกับคำโกหกของเอ็นจีโอที่ทำลายชาติ

ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเหมือง
            ในการดำเนินการใด ๆ เราต้องฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่  แต่กรณีนี้เราไม่ได้ฟังเสียงประชาชนเลย  ดร.โสภณ ได้ไปสำรวจความเห็นของประชาชนในเขตตำบลเขาเจ็ดลูก (พิจิคร) และตำบลดงหลง (เพชรบูรณ์) เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา (วันหยุดราชการ) โดยได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาและคณาจารย์ในพื้นที่เกือบ 20 คน  ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 78% หรือสี่ในห้า ไม่ต้องการให้ปิดเหมืองทองคำ  ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีมลพิษ เหมืองมีคุณูปการสูง และไม่มีใครเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากการทำเหมือง (http://bit.ly/1slFPir)
           ยิ่งกว่านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 นายอำนวย พานทอง นายอำเภอทับคล้อ และนายกฤษณะ ก้อนแก้ว นายก อบต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ได้จัดให้มีการลงประชามติเห็นด้วยกับการที่จะอนุญาตให้ บ.อัคราไมนิ่ง ขยายกิจการสร้างบ่อทิ้งกากแร่ได้ โดยเห็นด้วยเป็นจำนวน 560 คะแนน และไม่เห็นด้วยเป็นจำนวน 269 คะแนน จึงเป็นอันสรุปว่ามติในครั้งนี้ บ.อัครา ไมนิ่ง ได้รับคะแนนเห็นชอบจากชาวบ้านอย่างท่วมท้น  ตามข่าวกล่าวว่า "แต่ข้อมูลที่แท้จริงจึงทำให้ชาวบ้านตาสว่างว่าที่ผ่านมาถูกกลุ่มบุคคลบางกลุ่มหลอกและถูกยุยงให้ต่อต้านโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาโดยตลอดเพียงเพราะมีประโยชน์แอบแฝงกับการค้าที่ดินที่จะบีบบังคับขายเหมืองทองอัครา ถ้าไม่ซื้อก็ปลุกปั่นให้ประท้วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา" (http://bit.ly/1WvASQF)

ไม่มีใครป่วยหรือตายเพราะเหมือง
            ที่ผ่านมามักมีข่าวว่าประชาชนโดยรอบเหมืองป่วยหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังตัวอย่างต่อไปนี้:
           1. กรณีนายสมคิด หรือลุงสมคดิ ธรรมพเวช อดีตพนักงานเหมืองแร่ทองคำชาตรีที่เสียชีวิต ภริยาของผู้ตายก็แจ้งว่า “จากผลการชันสูตรศพสามี ระบุว่า เสียชีวิตจากสาเหตุปอดอักเสบบวม และภาวะลิ่มเลือดอุดตันในเนื้อปอด ไม่มีสาเหตุมาจากการทำงานในเหมืองแร่ทองคำชาตรี แต่ยังมีผู้ไม่หวังดีแอบอ้างการเสียชีวิตของสามีตน นำไปเป็นข้ออ้างในการต่อต้านเหมืองแร่ทองคำชาตรีอยู่อีก นอกจากนี้ ยังมีการไปแอบอ้างรับบริจาคเงินด้วย โดยที่ตนเองและครอบครัวไม่ได้อนุญาต และไม่ได้รับเงินที่รับบริจาค” (http://bit.ly/1Zc11St)
           2. กรณีนายเฉื่อย บุญส่ง ก็เป็นอีกรายที่สุดลวงโลก พวกเอ็นจีโอเอามาบอกว่านายเฉื่อยตายเพราะมลพิษของเหมือง แต่ฟังข่าวดี ๆ ท่านตายเพราะเป็นโรตตับแข็ง  บางคนตกกระไดตาย แก่ตาย ก็เอามาใส่ร้ายว่าเป็นเพราะเหมือง (http://bit.ly/1VuKzxN)
           โดยสรุปแล้ว ไม่มีใครเสียชีวิตเพราะเหมือง  ถ้ามีมลพิษ คนงานเหมืองคงตายก่อน หรือรีบลาออกไป  แต่ในความเป็นจริงคนงานก็อยู่ในบริเวณรอบเหมือง  ที่ผ่านมามีแต่คนพยายามสร้างเรื่องเท็จ  ถ้ามีการเสียชีวิตจริง  คงถูกแห่ประจานไปแล้ว  คนงานเหมืองก็แข็งแรงดี ยังสามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีโลหะหนักจริงๆ ก็คงไม่มีใครรับบริจาค  แม้แต่คนขับรถลำเลียงสินแร่ ส่วนใหญ่ ก็เป็นผู้หญิงขับ  ส่วนที่เป็นผื่นคัน บางท่านคงไปฉีดยาฆ่าแมลงมาแล้วไมได้ล้างตัวให้สะอาด เป็นต้น 

พืชผักก็ไม่มีสารพิษแต่ถูกเอ็นจีโอหลอก
            พวกเอ็นจีโอมักใส่ไคล้ว่า พืชผักต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงเหมือง ไม่สามารถรับประทานได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง  พืชผักยังทานได้ตามปกติ  เมื่อเดือนมีนาคม 2559 ชาวตำบลเขาเจ็ดลูก จ.พิจิตร เข้าแจ้งความกรณีถูกหลอกลงชื่อรับผักปลอดสารพิษ ก่อนนำไปแอบอ้างเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ (http://bit.ly/1P3rjAQ)  การแจกผักปลอดสารพิษของเอ็นจีโอ จึงเป็นเพียง “ดรามา” ที่ใส่ไคล้ว่าสิ่งแวดล้อมไม่ดี
           อีกกรณีหนึ่งก็คือเมื่อเดือนมีนาคม 2558 ชาวนาข้างเหมืองทองอัคราพิจิตรได้แจ้งความเอาผิดนักวิชาการพูดเท็จ โดย “ชาวบ้านรอบเหมืองทองเดือดนักวิชาการ NGO มั่วนิ่ม นำรูปนาข้าวไปเผยแพร่ว่ามีสารพิษจากเหมืองทอง กังวลผลผลิตจะขายไม่ได้แห่แจ้งความ เหมืองทองอัครา รวบรวม หลักฐานพยานบุคคลและพยานเอกสารจ่อส่งทนายฟ้อง” (http://bit.ly/1PijwVh)  จะเห็นได้ว่ากระบวนการใส่ร้ายป้ายสีเหมืองมีการสร้างกระแสกันอย่างต่อเนื่อง

สารพิษล้วนเป็นเรื่องเท็จ
            สารพิษที่กล่าวถึงได้แก่: (http://bit.ly/1P7FBQN)
           1. กรณีสารหนูนั้น ร่างกายเราสามารถขับออกได้เองภายใน 2-3 วัน ในอาหารทะเลก็มีสารหนู แม้พิจิตรจะไกลจากทะเล แต่ก็ได้รับสารหนูได้จากกุ้งแห้ง กะปิ ฯลฯ  ถ้าทานมากๆ และต่อเนื่องก็จะตรวจพบได้ในปัสสาวะ
           2. แมงกานีส ในร่างกายขาดไม่ได้ มีมากในผักสีเขียว พบในชาวมังสะวิรัติมาก  แต่ไม่มีการตั้งเกณฑ์ว่าควรมีในเลือดเป็นปริมาณเท่าไหร่  กรมอนามัยเคยตรวจแล้วแต่ไม่เกี่ยวกับการทำเหมือง  จึงถือเป็นการป้ายสีโดยไร้เหตุผล
           3. ไซยาไนด์ เป็นสารที่คนกลัวเพราะเคยใช้รมฆ่ายิว  แต่จริงๆ เราใช้ใกล้ตัว เช่น ในบลูยีนส์ออร์จินัล  ในหน่อไม้ มันสำปะหลังก็มีสูง เด็กในอีสานทานดิบๆ ก็เคยตายมาแล้ว (วัวควายยังตายเลย) (http://bit.ly/20UAREo http://bit.ly/1Y3Ji1t) แต่ไซยาไนด์จะถูกทำลายด้วยความร้อน หรือไม่ก็ถูกขับออกภายใน 2-3 วัน  ในเมล็ดแอปเปิ้ลก็มีไซยาไนด์ซึ่งแม้แต่นกก็ไม่กิน  ในสาหร่าย แบคทีเรีย บุหรี่ ฯลฯ ก็มี  ดังนั้นหากพบในร่างกายบ้างจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สำคัญพิษของไซยาไนด์คือความเฉียบพลัน ถ้าเป็นประเภทป่วยเรื้อรังเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ที่มีการรณรงค์กันทั่วโลกในกรณี Ice Bucket Challenge) จึงไม่ใช่เพราะไซยาไนด์  ความเข้มข้นของไซยาไนด์ในบ่อกากแร่ของเหมืองยังน้อยกว่าในกาแฟ  นกจึงยังสามารถมาดื่มน้ำ-วางไข่ได้  แสดงว่าไม่มีสารพิษ
           โดยสรุปแล้ว การมีปริมาณสารโลหะหนักมากเกินค่ามาตรฐาน ไม่ใช่หมายความว่าป่วยเสมอไป  เกิดขึ้นได้ครั้งคราว  ที่สำคัญโลหะหนักในบริเวณนี้มีมาก่อนทำเหมืองเพราะบริเวณนี้มีแหล่งแร่  เหมืองไม่ได้ทำให้เกิดสารพิษ

เหมืองไร้มาตรฐาน หมิ่นวิชาชีพ?
            มีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่ากระบวนการจัดการเหมืองอาจไม่ได้มาตรฐาน ในขณะที่ทางเหมืองก็ชี้แจงว่าได้มาตรฐานระดับโลก  กรณีนี้ถ้ามีผู้ใดไม่แน่ใจ ก็ต้องไปพิสูจน์ จะมากล่าวหาส่งเดชไม่ได้  ผมได้เห็นคุณภักดีพงษ์ วีระภาสพงษ์ ที่เป็นผู้มีวิชาชีพเป็นนักธรณีวิทยาเกี่ยวกับเหมืองแร่ แสดงความเห็นที่น่าสนใจในกระทู้ของผมว่า "การทำเหมืองทองไม่ได้เป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านได้รับสารโลหะหนัก แต่เกิดมาจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นมาหลายสิบล้านหรือเป็นร้อยล้านปีแล้ว  ถึงไม่มีเหมืองทอง ชาวบ้านก็ได้รับสารโลหะหนักเหมือนเดิม เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีการตรวจหาเท่านั้นเอง"
           ท่านยังว่า "ถ้ามองว่าการทำเหมืองเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว การสร้างหมู่บ้านจัดสรร ตึก โรงงาน โรงแรม ถากถางป่าเพื่อทำไร่ ตัดถนน-ทางรถไฟ ฯลฯ ก็เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน  อย่างการเผาไร่เผาป่าในภาคเหนือเมื่อเร็วๆ ได้สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้กับคนในภาคเหนืออย่างรุนแรง  การกล่าวหาว่าเหมืองทองเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านได้รับสารโลหะหนัก ถือว่าไม่เป็นธรรมกับคนในวิชาชีพของผม (ผมไม่ได้ทำงานที่เหมืองนี้) และคนที่ร่ำเรียนสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่  ก่อนจะกล่าวหาอะไรกับใครควรได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วยครับ"

นักลงทุนต่างชาติมาช่วย ไม่ได้มาปล้น
            การลงทุนต่างชาติทำให้เศรษฐกิจเติบโต รัฐบาลจึงส่งเสริม  แต่พวกค้านเหมืองกลับบอกไทยได้ผลตอบแทนน้อย  เมื่อเร็วๆ นี้ หอการค้าจังหวัดพิจิตรและคู่ค้าอัคราฯ ที่ยื่นหนังสือถึงทางราชการโดยระบุว่าการปิดเหมืองทอง ทำให้เศรษฐกิจ 4,000 ล้านบาทต่อปี  การมีเหมืองทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัดพิจิตรในปี 2541 ที่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 6 หมื่นล้านบาทในปี 2556 . . . เฉพาะรายได้ค่าภาคหลวงแร่ในช่วงปี 2541 ถึงปี 2556 ยังคิดเป็น 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ทั้งหมดของจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์อีกด้วย . . . พิจิตรมี GDP เป็นอันดับ 4 ของภาคเหนือ" (http://bit.ly/1X6tFr2)
           ราคาที่ดินที่เหมืองซื้อก็เพิ่มจากไร่ละ 1,000 บาท เป็นไร่ละ 500,000 บาท ก็มี  การที่ต้องย้ายชุมชนไป ก็เป็นการขายไปโดยความสมัครใจ ไม่มีใครใช้ปืนจี้หัว  การโยกย้ายก็เพื่อให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น  ไม่เป็นการทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม  ดูอย่างกรณีวัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี (http://bit.ly/1Pm4Ynq) หรือที่เขื่อนสิริกิติ์ เหมืองแม่เมาะก็ย้ายทั้งอำเภอ  รากเหง้าทางวัฒนธรรมก็ไม่สูญหาย  อย่าได้เชื่อวาทกรรมไร้เหตุผลเช่นนี้ ดูอย่างคนจีน อินเดีย หรือแม้แต่ไทย ย้ายไปทั่วโลก วัฒนธรรมก็ตามไปด้วย  อย่าสักแต่อ้างเพื่อไม่ให้เกิดการโยกย้าย
           การปิดเหมืองโดยมีข้อมูลไม่เพียงพอจึงเท่ากับเราทำลายชาติ ทำเกียรติภูมิชาติเสียหาย ขาดความน่าเชื่อถือในการลงทุน  เรายังทำลายประชาชน ชุมชนที่อยู่กันอย่างสงบสุข  ต้องระเห็จไปหางานทำที่อื่นที่ได้รายได้น้อยกว่ามาก  นี่เป็นการรังแกคนส่วนใหญ่โดยอาศัยข้อมูลเท็จ  ผมเกรงว่าจะเกิดกลียุคเพราะขาดความยุติธรรม

ชาวเขาเจ็ดลูกแจ้งความโดนอ้างชื่อไล่เหมืองแร่ พืชผักก็ไม่มีสารพิษแต่ถูกเอ็นจีโอหลอก http://bit.ly/1P3rjAQ

 ชาวบ้านรอบเหมืองทองเดือดนักวิชาการ NGO มั่วนิ่ม นำรูปนาข้าวไปเผยแพร่ว่ามีสารพิษจากเหมืองทอง กังวลผลผลิตจะขายไม่ได้แห่แจ้งความ” http://bit.ly/1PijwVh

เกือบ 80% ของประชาชนรอบเหมืองทองคำพิจิตรยังต้องการเหมือง AREA แถลง ฉบับที่ 192/2559: วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม 2559 http://bit.ly/1slFPir

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล - ดร.โสภณ พรโชคชัย กับเหมืองทองพิจิตร  https://www.youtube.com/watch?v=zTA5J3Q0rKk&feature=youtu.be

เถียงให้รู้เรื่อง "เหมืองทองคำ" (ฉบับย่อ) คลิกดูวิดิโอ: youtu.be/XLin878I5vs

เถียงให้รู้เรื่อง "เหมืองทองคำ" (ฉบับเต็ม) คลิกดูวิดิโอ: youtu.be/L9ibywJ1rW4

ผู้แถลง:

ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน

 

ที่มา: http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_an...

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 12 คน กำลังออนไลน์