วอชิงตัน นักสำรวจที่ดินที่เกือบกลายเป็นกษัตริย์อเมริกา

รูปภาพของ pornchokchai
 

 

            หลายคนคงทราบว่า “จอร์จ วอชิงตัน” คือประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังสถาปนากรุงเทพมหานคร 7 ปี แต่บางคนอาจไม่ทราบว่าท่านเคยเกือบได้เป็นกษัตริย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา  เกือบมีราชวงศ์วอชิงตันมาเจริยสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์จักรีแล้ว แต่ท่านไม่รับ

            วอชิงตันเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2275 (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย) และเสียชีวิตตอนอายุ 67 ปี เป็นคนรูปร่างสูงอย่างเห็นได้ชัด เขาสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว หรือ 188 เซนติเมตร ไหล่แคบ อาจมีลักษณะลำตัวส่วนบนกลมหนา สะโพกกว้าง เป็นผู้นำทางทหารและการเมืองที่โดดเด่นของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1775 ถึง 1799 เขานำสหรัฐจนได้รับชัยชนะเหนืออังกฤษในสงครามปฏิวัติอเมริกันในช่วงปี 2318 - 2326 และรับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2330 เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2332-2340

            หลังจากรบชนะอังกฤษแล้ว ในปี 2326 (หลังตั้งกรุงเทพมหานคร 1 ปี) กองทหารของอาณานิคมสหรัฐอเมริกาซึ่งกลายเป็นประเทศใหม่แล้ว มีความคิดที่จะขอให้วอชิงตันเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของสหรัฐอเมริกา เพราะในยุคสมัยนั้นประเทศต่างๆ ก็มีประมุขเป็นกษัตริย์เป็นส่วนใหญ่  แต่วอชิงตันไม่มีความปรารถนาเช่นนั้น หาไม่คงมี “ราชวงศ์วอชิงตัน” ในสหรัฐอเมริกา  ท่านมองว่าระบบสาธารณรัฐที่เลือกผู้แทนมาบริหารประเทศ มีประมุขเป็นประธานาธิบดี น่าจะเหมาะสมกว่าการมีผู้นำเพียงบุคคลเดียว

            มีเรื่องเล่ากันว่าสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษตรัสถามวอชิงตันว่าจะทำอะไรต่อไป และทรงได้รับข่าวลือมาว่าวอชิงตันจะกลับไปยังบ้านไร่ของตนเอง ทำให้มีพระราชกระแสในทันทีว่า “ถ้าเขาทำเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ซึ่งวอชิงตันก็ได้กลับไปใช้ชีวิตสมถะอย่างชาวไร่จริง ๆ ที่เมานต์เวอร์นอน  ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นวอชิงตันมีฐานะทางประวัติศาสตร์เด่นล้ำเหนือกษัตริย์สุดยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดินิยมอังกฤษเสียอีก

            ในช่วงวัยหนุ่ม วอชิงตันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำรวจที่ดิน เขาได้ความรู้เกี่ยวกับภูมิประเทศถื่นฐานบ้านเกิดของเขาอย่างประเมินค่ามิได้ พี่ชายคนโตของเขาแต่งงานกับครอบครัวแฟร์แฟ็กซ์ และได้รับวอชิงตันไปอุมถัมป์เลี้ยงดูโดย โธมัส แฟร์แฟ็กซ์, ลอ์ด แฟร์แฟ็กซ์ที่ 6 แห่งคาเมรอน ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1749 หลังจากที่มีการก่อตั้งเมือง อเล็กซานเดรีย เวอร์จิเนียตลอดตามลำน้ำแม่น้ำโปตาแม็กอย่างกะทันหันนั้น ขณะนั้นวอชิงตันอายุได้ 17 ปีเขาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานสาธารณะเป็นครั้งแรกโดยเป็นผู้สำรวจรังวัดที่ดิน ในเขตคัลเปเปอร์เคาท์ตี้ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ในชายแดนของรัฐอาณานิคม การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกรับรองโดยคำสั่งจากลอร์ด แฟร์แฟ็กซ์และลูกพี่ลูกน้องของเขา วิลเลียม แฟร์แฟ็กซ์ ผู้ซึ่งนั่งตำแหน่งในสภาผู้ว่าการรัฐ

            วอชิงตันเริ่มทำอาชีพเจ้าหน้าที่สำรวจที่ดิน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชี้ว่าเขามีทาสในครอบครอง 20 คนหรืออาจจะมากกว่านั้น ค.ศ. 1748 เขาถูกเชิญให้ไปช่วยรังวัดที่ดินของลอ์ด แฟร์แฟ็กซ์ อยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาบลูริดจ์ ค.ศ. 1749 เขาถูกแต่งตั้งให้อยู่ในสำนักงานของเขาเองแห่งแรก สำรวจ คัลเปเปอร์ เคาท์ตี้ ในรัฐเวอร์จิเนียร์ ซึ่งเป็นที่ดินแดนแห่งใหม่ และด้วยการสนับสนุนของพี่ชายต่างมารดาชื่อ ลอว์เรนซ์ วอชิงตัน เขามีความสนใจในสมาคม (Ohio Company) ซึ่งสำรวจแผ่นดินทางตะวันตก ค.ศ. 1751

            วอชิงตันยังเป็นนักเก็งกำไรในที่ดินอีกด้วย การที่วอชิงตันได้แต่งงานกับแม่หม้ายที่มีฐานะ ทำให้เขามีสมบัติและสถานะทางสังคมที่สูงยิ่งขึ้น เขาได้ที่ดินหนึ่งในสามของ 18,000 เอเคอร์ (73 ตารางกิโลเมตร) จากที่ดินตระกูลคัสทิส จากการแต่งงาน และได้รับส่วนที่เหลือในนามของลูกๆของมาร์ธา เขาได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมโดยส่วนตัวในที่ซึ่งปัจจุบันคือ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย อันเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรบในสงครามกับฝรั่งเศสและอินเดียน ในปี ค.ศ. 1775 เขาได้มีที่ดินรวม 6,500 เอเคอร์ (26 ตารางกิโลเมตร) และมีทาสกว่า 100 คน ทำให้เขาเป็นวีรบุรุษจากสมรภูมิและเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่

            สภาคองเกรสที่ 1 ได้ออกเสียงอนุมัติเงินเดือนของวอชิงตันที่ปีละ 25,000 ดอลลาร์ ซึ่งจัดว่ามีมูลค่ามากในขณะนั้น แต่เนื่องด้วยวอชิงตันได้เป็นผู้มีฐานะอยู่แล้ว จึงปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนเพราะเขาเห็นว่าการเข้ารับตำแหน่งเป็นการทำงานรับใช้ประเทศอย่างไม่เห็นแก่ตน แต่ด้วยการหว่านล้อมของสภาฯ เขาจึงได้ยอมรับเงินเดือนนั้น ซึ่งเรื่องนี้ได้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเขาและบรรดา “บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ” (Founding fathers) ต้องการให้ตำแหน่งประธานาธิบดีในอนาคตสามารถมาจากคนที่กว้างขวาง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานะทางเศรษฐกิจของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

            ภายหลังจากที่ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมีนาคม ปี 2340 วอชิงตันกลับไปยังเมานต์เวอร์นอนกับความรู้สึกที่ผ่อนคลาย เขาให้เวลากับการทำการเกษตร ในปีนั้น เขาดูแลการสร้างโรงกลั่นเหล้าขนาด 2,250 ตารางฟุต (ยาว 75 กว้าง 30 ฟุต) หรือประมาณ 200 ตารางเมตร ซึ่งจัดว่าเป็นโรงเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐใหม่นั้น โดยมีหม้อต้มกลั่นเหล้าทองแดง 5 หม้อ มีถังหมัก 50 ถัง (Mash tubs) ทดแทนในที่ฟาร์มที่ไม่ได้กำไรในการดำเนินการ ในขณะนั้นช่วงเวลาประมาณ 2 ปี โรงกลั่นของเขาผลิตเหล้าได้ 11,000 แกลลอนที่ทำจากข้าวโพด และข้าวไร มีมูลค่าธุรกิจ 7,500 ดอลลาร์ และยังมีการผลิตเหล้าที่ทำจากผลไม้อีกด้วย

            แม้วอชิงตันจะนำพาประเทศไปสู่ระบอบสาธารณรัฐที่สร้างความเท่าเทียมกันของประชาชน และไม่ยอมรับระบอบกษัตริย์ แต่ก็ยังไม่มีการเลิกทาส  วอชิงตันและคณะในสมัยนั้นเห็นความเท่าเทียมกันของประชาชน (ผิวขาว) แต่ยังมีทาสผิวดำอยู่  ที่บ้านของวอชิงตันก็มีทาส ท่านก็ยังเคยซื้อทาสในสมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2332  แต่ท่านก็มีความเห็นว่าการมีทาสเป็นสิ่งที่ไม่สมควร  อย่างไรก็ตามระบบทาสในสหรัฐอเมริกาเลิกไปในสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น ในปี 2408 หรืออีก 66 ปีหลังวอชิงตันเสียชีวิต

            การสถาปนาระบอบสาธารณรัฐและยกเลิกระบอบกษัตริย์ในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการปกครองในยุคสมัยใหม่โดยประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน และทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นอมตะ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 5 คน กำลังออนไลน์