การเขียนรายงานโครงงาน

การเขียนรายงานโครงงาน

        เป็นการนำเสนอผลของการศึกษาในรูปแบบของการเขียนรายงาน  ซึ่งแสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำโครงงาน  ผลของการศึกษาและการอภิปรายสรุปผลการศึกษา  โดยรูปแบบของการเขียนรายงานประกอบด้วย

1. ปกหน้า

                                                     


2. ปกใน

                                                   

3. บทคัดย่อ
          อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน  วัตถุประสงค์  วิธีดำเนินการ  และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อ  เช่น 

 บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่อง  แผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อย

คณะผู้จัดทำ
1.   ด.ญ. ขนิษฐา      อุทธา  เลขที่  23 ชั้น ม. 3/1
2.   ด.ญ. พรพระเทพ    เลี่ยมชาญชัย  เลขที่  24 ชั้น ม. 3/1
3.   ด.ญ. วิภาวรรณ เชื้อทอง  เลขที่  25 ชั้น ม. 3/1
4.   ด.ญ. กิตติมา หว่างบุญ  เลขที่  35 ชั้น ม. 3/1
สถานศึกษา โรงเรียนวัดราชาธิวาส   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์  (ว 30203)    ปีการศึกษา  2549

          โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่อง  แผ่นปูนจากชานอ้อย  จัดทำขึ้นเพื่อหาวัสดุทดแทนในการผลิตแผ่นปูนซีเมนต์  เป็นการลดการใช้ทรัพยากรประเภท กรวด ทราย ซึ่งมีปริมาณลดน้อยลง  อีกทั้งเป็นการนำวัสดุที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง  ในการทดลองครั้งนี้ได้นำชานอ้อย    มาเป็นส่วนผสม  โดยการตัดชานอ้อยแห้งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณครึ่งนิ้ว  จากนั้นนำปูนซีเมนต์  ชานอ้อย  ทรายและน้ำ มาผสมในอัตราส่วนต่างๆ แล้วเทใส่บล็อก  นำไปตากให้แห้ง  ตรวจสอบคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์ชานอ้อย  พบว่าอัตราส่วนระหว่างปูนซีเมนต์  ชานอ้อย  ทรายและน้ำ ในอัตราส่วน  10 : 1  :  5  :  10  เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด  ทนต่อแรงกระแทกขนาด 20 นิวตัน ในระดับความสูง 5 เมตรได้  แผ่นปูนที่ได้มีลักษณะผิวค่อนข้างเรียบ  ดังนั้นผลการทดลองไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่า  ถ้าอัตราส่วนของวัสดุที่ใช้ผสมมีผลต่อคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์  ดังนั้น อัตราส่วนที่ดีที่สุดคืออัตราส่วนที่มีส่วนผสมของวัสดุเท่าๆ กัน  กล่าวคือ  การทดลองที่ใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน ปรากฏว่า  เนื้อของแผ่นปูนไม่เรียบ  สามารถใช้มือบิให้แตกออกจากกันได้  ส่วนอัตราส่วนที่ดีที่สุดนั้นมีความแข็งแรงสามารถใช้ในการปูรองบนพื้นได้  แต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างผนังอาคาร  และปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ชานอ้อยจะดูดซับน้ำได้มาก  ทำให้แผ่นปูนแห้งก่อนที่จะเกาะตัวกัน  จึงต้องนำชานอ้อยแห้งแช่น้ำปูนซีเมนต์ก่อนที่จะทำการผสม  ดังนั้นถ้าจะนำชานอ้อยไปใช้เป็นวัสดุทดแทน จึงต้องพัฒนาอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อไป  หรือหาวัสดุอื่นที่ไม่ดูดซับน้ำมาทดแทน

4. กิตติกรรมประกาศ
            เขียนบรรยายแสดงความขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่าง ๆ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เช่น

                                                                    กิตติกรรมประกาศ
ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องแผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อยในครั้งนี้  คณะผู้จัดทำได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ในการให้ยืมอุปกรณ์การทดลอง  นักการภารโรงที่ช่วยต่อแบบพิมพ์ สำหรับหล่อแผ่นปูน  และบุคคลที่ทำให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี  สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำโครงงานได้  อีกทั้งให้คำปรึกษาแนะนำในการทำโครงงานอย่างเป็นกันเอง คือ ครูจันทิมา  สุขพัฒน์  รวมทั้งผู้ปกครองของเพื่อนในกลุ่ม และคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า  ที่ให้การสนับสนุนในด้านของงบประมาณและการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ  คณะผู้จัดทำโครงงานจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงมา  ณ โอกาสนี้

5. สารบัญ
6. บทที่  1  บทนำ

    6.1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          อธิบายความสำคัญของโครงงาน  เหตุผลที่เลือกทำโครงงานเรื่องนี้  และหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน  เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นเคยศึกษามาแกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แล้วถ้ามีได้ผลเป็นอย่างไร  และเรื่องที่ทำนี้เป็นการขยายผลหรือปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้แล้วอย่างไรบ้าง
    6.2 จุดประสงค์ของโครงงาน
    6.3 สมมติฐาน
    6.4 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
          6.4.1 นิยามเชิงปฏิบัติการ
          6.4.2 ข้อจำกัดในการศึกษา / ทดลอง

7. บทที่  2   เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
          เป็นการเขียนข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน  โดยการสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง  หรือคัดลอกข้อความจากหนังสือ  โดยถ้าเป็นการสรุปองค์ความรู้เป็นของตนเอง  ต้องอ้างอิงเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงาน  แต่ถ้าเป็นการคัดลอกข้อความนั้นมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา  ให้อ้างอิงในการเขียนด้วย  ซึ่งการอ้างอิงที่เป็นที่นิยมคือ การอ้างอิงแบบนาม – ปี  และควรระบุเลขหน้าไว้ด้วย  จากนั้นต้องอ้างอิงในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงานด้วยเช่นกัน
         

ตัวอย่างการอ้างอิงแบบนาม – ปี เช่น

          พิมพันธ์  เดชะคุปต์  (2550 : 47)  ได้ให้ความหมายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไว้ว่า  เป็นการศึกษาเพื่อค้นพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้วยตัวของนักเรียนเอง และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา

8. บทที่  3   วัสดุ – อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ
    8.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
    8.2 วิธีดำเนินการ / วิธีทดลอง 
          อธิบายขั้นตอนการดำเนินการหรือขั้นตอนการทดลองโดยละเอียด

9. บทที่  4   ผลการสำรวจ / ศึกษา / ผลการทดลอง
         นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสำรวจรวบรวมข้อมูล  หรือจากการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้  รวมทั้งเสนอผลงานการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย ซึ่งอาจนำเสนอในรูปแบบของตาราง  แผนภาพ  แผนภูมิต่างๆ ก็ได้

10. บทที่  5   อภิปรายผลและสรุปผลการสำรวจ
          การอภิปรายผล  เป็นการนำหลักการ ทฤษฎีที่ได้สืบค้นมาในบทที่ 2  มาอธิบายสนับสนุนผลของการทดลองที่เกิดขึ้นว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  ทำไมไม่เป็นอย่างนี้  โดยการอภิปรายผลจากการวิเคราะห์  มีความสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ  แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับแนวคิด  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  อภิปรายถึงจุดอ่อนของการทำโครงงาน  องค์ประกอบที่ไม่ได้ควบคุมที่มีอิทธิพลต่อผลการศึกษาในการทำโครงงาน  และอภิปรายถึงความสำคัญของผลการศึกษา 
          การสรุปผล  เป็นการสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน  ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุไว้ด้วยว่า  ข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้  หรือยังสรุปไม่ได้ 

11. เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม
          เป็นการอ้างอิง  อ้างถึงหนังสือและหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำโครงงานนี้

ตัวอย่าง  การเขียนรายการอ้างอิงหนังสือ
พิมพันธ์  เดชะคุปต์.  การสอนคิดด้วยโครงงาน.  ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2550.