ประวัติศาสตร์ไทยและมรกดกทางวัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ.๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านสังคม 
               เป็นหนังสือที่ให้ภาพสังคมไทยในช่วงเวลาที่สำคัญคือ ๑๐๐ ปี ที่มีการเปลี่ยน      
               แปลงจากสังคมไทยดั้งเดิมโบราณ มาเป็นสังคมไทยสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพล
               จากตะวันตก (ตรงกับรัชกาลที่ ๒-๕) ได้อย่างดี 
 
                               ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ.๒๓๕๒-๒๔๕๓ ด้านสังคม  มีเนื้อ
               หาแบ่งออกเป็น ๒ ตอน :
 
                               เนื้อหาตอนที่ ๑ ชื่อ เมืองไทยยุคเก่า  สำหรับผู้เขียน หมายถึง
               สังคมไทยที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกตอนแรก ซึ่งแบ่งออกเป็น ๖ บท
               ถือว่าเป็นลักษณะทางสังคมที่เป็นไทยแท้ๆ
 
               บทที่ ๑ - เมืองไทยและพลเมืองไทย
                               กล่าวถึงการก่อตัวของรัฐไทยสมัยอยุธยา ด้วยการรวม ๒ ดิน
               แดนที่ผู้เขียนเรียกแปลกออกไป คือ เรียกเมืองไทยเหนือ ซึ่งหมายถึง สุโขทัย
               และเมืองไทยใต้ คือ อยุธยา  จนมาถึงอาณาบริเวณของรัตนโกสินทร์ตอน
               ต้น มีการให้ตัวเลขจำนวนพลเมืองที่เป็นคนเชื้อชาติต่างๆ รายละเอียดการ
               เข้ามาของคนจีน มอญ แขก
 
               บทที่ ๒ - ความรู้ ความคิด และความเชื่อของคนไทย
                               เป็นบทที่น่าสนใจ มีการนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจที่เป็นประเด็น
               ใหม่ไม่เคยพบในหนังสือใด คือ การให้ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่อง
               "ความเสื่อมความเรียวของคน" ของคนไทยสมัยก่อน  ว่ามีที่มาจากหลัก 
               ปัญจอันตรธาน ซึ่งเป็นความเชื่อว่าศาสนาจะเสื่อมลงจนสูญสิ้นไป ในขณะ
               เดียวกับที่คนและสังคมสมัยต่อมาจะมีแต่ความเสื่อมถอย และมีความสามารถ
               น้อยกว่าคนในอดีต ซึ่งผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อที่มีลักษณะถดถอยเช่นนี้
               เป็นต้นตอของความด้อยพัฒนาของสังคมไทยที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้
               กับประเทศตะวันตก 
 
                               ประเด็นความเสื่อมและความเรียวนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจรูปการณ์
               ของคนไทยสมัยโบราณได้ดี 
               
                               ในบทนี้ ผู้เขียนกล้าวิจารณ์บ่อเกิดของนิสัยรักการเล่นการพนัน
               ของคนไทยว่า มาจากการสนับสนุนบ่มเพาะนิสัยของรัฐบาลต้นรัตนโกสินทร์ 
               เพียงเพื่อต้องการรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย จำนวนมากเท่านั้น
 
               บทที่ ๓ - สภาพความเป็นอยู่ของคนไทย
                               ผู้เขียนแบ่งชนชั้นต่างๆ ของไทย ออกเป็นเจ้าขุนนาง ชนชั้น
               กลาง ไพร่ ทาส ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะทางสังคม สภาพความเป็นอยู่
               ของชนชั้นต่างๆ การศึกษา การใช้ชีวิต ที่น่าสนใจ คือ การให้คำนิยามของ
               "ชนชั้นกลาง"  และชี้ให้เห็นว่ามีรสนิยมเลียนแบบพวกขุนนางอย่างไร มีการ
               บรรยายความทุกข์ยากของไพร่
 
               บทที่ ๔ - พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๒ และ ๓
                               ในบทนี้ ผู้เขียนพยายามเปรียบเทียบว่า สร้อยพระนามของกษัตริย์
               ที่คล้ายกันจะมาจากราชวงศ์เดียวกัน ซึ่งสมมติฐานดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับของ
               นักประวัติศาสตร์ บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๒ และ ๓  ในประเด็นต่างๆ
               เช่น พระมหากษัตริย์ทรงมีวิธีอย่างไรให้ประชาชนรัก พระราชประวัติ พระราช
               กรณียกิจ และพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ของ  ๒ รัชกาล ผู้เขียนเปรียบเทียบการ
               สร้างกรุงเทพฯ ของ ๒ รัชกาลว่า ได้สร้างความเจริญให้แก่กรุงเทพฯ ในด้านใด
               บ้าง
 
               บทที่ ๕ - ขนบธรรมเนียม
                               พูดถึงเครื่องแต่งกาย ชาวบ้าน ขุนนาง การศึกษา ที่สำคัญคือ การ
               กล่าวถึงขนบไพร่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไพร่สม ไพร่หลวง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่
               แก่การเข้าใจ  ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นคุณูปการต่อการ
               ศึกษาเรื่องนี้อย่างมาก  โดยเฉพาะลักษณะของไพร่สม ระบอบศักดินาไทย เรื่อง
               ราวเกี่ยวกับศาลและกฎหมายในสมัยนั้น บทนี้จึงเป็นบทที่มีความสำคัญต่อการ
               เข้าใจสังคมไทยทั้งระบบ
 
               บทที่ ๖ - คนไทยเริ่มตื่นตัวในความล้าสมัยของตน 
                               กล่าวถึงบทบาทและคุณูปการของมิชชันนารี ในการนำเทคโนโลยี 
               ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความทันสมัยสู่สังคมไทย และตัวอย่างต่างๆ ที่แสดง
               ให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวตะวันตกที่ก่อให้เกิดความ "ตื่นตัว" ของคนไทย
 
 
                               เนื้อหาภาคที่ ๒ เมืองไทยยุคใหม่ (๒๓๙๔-๒๔๕๓) เป็นช่วงที่สังคม
               ไทยรับอิทธิพลความก้าวหน้าจากตะวันตก และประเทศไทยก้าวสู่ความทันสมัย ซึ่ง
               ตรงกับรัชกาลที่ ๔ และ ๕  วิธีการนำเสนอข้อมูลของผู้เขียนทำให้เข้าใจว่าผู้เขียน                
               เห็นว่าปัจจัยภายนอกสังคมไทย  คือ การเข้ามาของตะวันตก  โดยเฉพาะบทบาท
               ของหมอสอนศาสนา (มิชชันนารี)  และการทำสนธิสัญญากับอังกฤษ นำการเปลี่ยน
               แปลงอย่างมหาศาลมาสู่สังคมไทย  มากกว่าปัจจัยภายใน เช่น การปรับตัวของรัฐ
               ไทย
 
               บทที่ ๗ - ความเปลี่ยนแปลงทางสัมคมในรัชกาลที่ ๔
                               เป็นบทที่กล่าวถึงการที่ไทยยอมเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศ  ผู้
               เขียนมีทัศนะที่จะเห็นดีงามกับการทำสัญญาเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศ ใน
               ขณะที่นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจรุ่นหลัง  จะวิเคราะห์ว่าการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง 
               ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘  เป็นการบีบบังคับจากทุนนิยมโลกและมีผลให้เศรษฐกิจไทย
               ตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพา จนเป็นสาเหตุรากเหง้าของความ
               ยากจน ในชนบทที่เรื้อรังมาจนทุกวันนี้  ผู้เขียนกลับเห็นว่า การเข้ามาของชาวตะวัน
               ตก ทำให้คนไทยได้รับผลทางอ้อม คือ มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นตามไปด้วย  อัน
               เป็นผลจากการเรียกร้องของชาวตะวันตกให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกแก่เขา
 
               บทที่ ๘ และ ๙ - ความเจริญเติบโตของกรุงเทพฯ
                               เป็นบทที่แสดงรายละเอียดพัฒนาการของความเปลี่ยนแปลงของกรุง
               เทพฯ  ที่กลายเป็นเมือง "ทันสมัย" กล่าวถึง การขยายตัวของเมืองการสร้างถนน
               หนทาง วัดวาอาราม สถานที่ราชการ สภาพชีวิตการแต่งกายที่เปลี่ยนไปของผู้คน 
               ฯลฯ การคัดข้อมูลมาบรรยายทำให้เห็นภาพของกรุงเทพฯ และผู้คนได้อย่างมีชีวิต
               ชีวา 
 
               บทที่ ๑๐ - การปฏิรูปการศึกษา
                               กล่าวถึงการศึกษาสมัยใหม่ ที่มิชชันนารี เป็นผู้ริเริ่มและเป็นต้นแบบให้
               รัฐบาลดำเนินการต่อมา
 
               บทที่ ๑๑ - การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่
                               เป็นบทที่ดีที่สุด บทหนึ่งที่กล่าวถึงการเลิกระบบไพร่  อย่างละเอียด 
               เป็นขั้นตอน ความจำเป็นในการจัดตั้งทหารอาชีพขึ้นมาทดแทนและพัฒนาเป็น
               สถาบันที่เข้มแข็ง
 
               บทที่ ๑๒ - เมืองไทยยุคใหม่
                               เป็นการกล่าวถึงรูปแบบของความทันสมัยด้านการสาธารณสุขด้าน
               กฎหมาย ความเชื่อ ความรู้ ศาสนา เบ็ดเตล็ดอื่นๆ 

  มรดกทางวัฒนธรรม แหล่งโบราณคดีในจังหวัดนครสวรรค์มีอยู่เป็นจำนวนมาก 

สมัยก่อนประวัติศาสตร์
            จากการสำรวจและขุดค้นของคณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ไทย - เดนมาร์ค เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕  พบว่ามีมนุษย์สมัยหินใหม่อาศัยอยู่ที่บ้านเก่า ตำบลจรเข้เผือก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  มีอายุประมาณ ๓๕๐๐ - ๓๘๐๐ ปีมาแล้ว  โบราณวัตถุที่ค้นพบที่บ้านเก่า  ก็ได้ค้นพบในเขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ด้วยเช่นกัน  พอประมวลได้ดังนี้
            อำเภอเมือง ฯ ตำบลกลางแดด พบขวานหินขัดที่เรียกกันว่า ขวานฟ้า
            อำเภอตากฟ้า
                ตำบลตากฟ้า  ที่บ้านหนองใหญ่  บ้านพุนิมิตร  บ้านเขาดินแดง  พบเศษภาชนะมีเคลือบน้ำดินสีแดง  แม่พิมพ์ดินเผา  แวดินเผา  ตุ๊กตาดินเผารูปวัว  ขวานหินขัด  กำไลเปลือกหอยทะเลเครื่องมือเหล็กประเภทขวานมีบ้อง  ภาชนะดินเผาทรงพาน  หม้อที่บางใบเคลือบน้ำดินสีแดง  ภาชนะดินเผารูปวัว  ภาชนะดินเผาประเภทหม้อ  ชามมีลายเชือกทาบ  เคลือบน้ำดินสีแดง
                ตำบลสุขสำราญ  ที่บ้านเขากา  บ้านพุขมิ้น  บ้านพุขาม  บ้านซับตะเคียน  พบภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง  ลูกปัดหินและแก้ว  ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ  ตะกรันแร่จากการถลุงโลหะ  ภาชนะดินเผาทางชามอ่าง  หม้อมีฐานลายเชือกทาบ  กำไลหินและแกนหิน  แวดินเผา
                ตำบลลำพยนต์  ที่บ้านพุกำแพง  บ้านพุลำไย  พบแกนหินขัด  ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ และขูดขีดและเคลือบน้ำดินแดง ขวานหินขัด  กำไลหินและแกนกำไล  หินลับ
                ตำบลพุนกยูง  ที่บ้านชอนทุเรียน  พบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ  ลายขูดขีดและเคลือบน้ำดินสีแดง  หินลับ

            อำเภอตาคลี  มีแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์  มีอายุระหว่าง ๔๕๐๐ - ๒๗๐๐ ปีมาแล้ว  เช่น บ้านใหม่ชัยมงคล  บ้านพุขมิ้น  บ้านเขาขวาง  บ้านโคกสูง  บ้านห้วยหอม  บ้านพุช้างล้วง  ส่วนแหล่งโบราณคดีที่บ้านหนองบัวตากลาน  น่าจะมีอายุระหว่าง ๒๗๐๐ - ๑๕๐๐ ปี  เพราะเริ่มมีการพบเครื่องประดับประเภทลูกปัดคาร์เนเลียน  ซึ่งเป็นของทึ่มาจากต่างถิ่น  ในช่วงที่เริ่มมีการติดต่อกับอินเดีย
            โบราณวัตถุที่พบในเขตอำเภอตาคลี ได้แก่  โครงกระดูกมนุษย์เป็นจำนวนมาก  หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก  วางภาชนะดินไว้เหนือศีระษะ  มีขวดดินเผา  กำไลหิน  ที่บ้านจันเสน พบการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับทั้งสำริดแลเหล็ก  บ้านใหม่ชัยมงคล พบว่ามีการใช้เครื่องมือประเภทขวานหินขัด  เครื่องประดับทำจากหิน และเปลือกหอยทะเล เช่น ลูกปัด กำไล และเครื่องปั้นดินเผาแบบลายหนังช้าง  ภาชนะดินเผาประเภททรงคล้ายบาตรพระ และกระบุง  ภาชนะดินเผารูปวัว  เครื่องมือเหล็กประเภทขวาน  เครื่องมือคล้ายรูปตัวนก  เครื่องประดับประเภทแหวน  กำไล  ปิ่นปักผมสำริด  กำไลหินขัดต่อด้วยสำริด  ขวานเหล็ก  บ้านเขาใบไม้ พบขวานหินขัด  ขวานเหล็ก  ภาชนะดินเผาทรงพาน  หม้อก้นกลม  เครื่องประดับ  กำไลและลูกปัดทำจากเปลือกหอยทะเล และหินอ่อน  ต่างหูทำจากหิน  ขวานสำริด  บ้านพุขมิ้น  พบขวานหินขัด กำไลหิน  เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบเคลือบน้ำดิน และลายกดประทับ  ขวานสำริด  บ้านเขาขวาง พบเศษภาชนะดินเผาลายประทับ  และลายเชือกทาบ  บ้านโคกสูง พบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ  และเคลือบน้ำดินสีแดง  บ้านพุช้างล้วง  พบกำไลหินสีเขียวขวานหินขัดใบหอกสำริด  ภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดงประเภทหม้อมีเชิงและพาน บ้านห้วยหอม พบกำไลหินสีเขียว  ขวานหินขัด  ใบหอกสำริด  ตะกรันเหล็ก  และเศษภาชนะดินเผา บ้านหนองวัวตากลาน  พบกำไลและต่างหู  หินสีเขียว  เครื่องประดับ  เปลือกหอย  ลูกปัดหินจะเกดและคาร์เบเลียน  ลูกกระพวนสำริด  ตุ๊กตาดินเผา

            อำเภอท่าตะโก  ที่บ้านเขาล้อ  พบเครื่องปั้นดินเผาทรงพาน  หม้อก้นกลม  ตราประทับดินเผา  แวดินเผา  เครื่องมือเหล็กแบบต่าง ๆ ได้แก่ ขวาน  เสียม  ใบหอก  เคียว  ห่วง  ขี้แร่  ตะกรันเหล็ก  เครื่องมือเหล็ก และหินลับ  อายุประมาณ ๒๗๐๐ - ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว
            อำเภอพยุหคีรี  พบโบราณวัตถุหลายอย่างในที่หลายแห่งคือ บ้านพุหว้า พบขวานหินขัด  ขวานสำริดมีบ้อง  หินลับ  ภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ  ขูดขีด  ประทับ  เคลือบน้ำดินสีแดง  บ้านพุวิเศษ พบขวานหินและโกลน  แวดินเผา  ขวานสำริด  ใบหอกสำริด  ต่างหูหิน  บ้านพุซาง พบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ  บ้านซับกระโดน พบภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง  บ้านซับผักกาด พบภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ และเคลือบน้ำดินสีแดง  บ้านชอน พบโกลน  ขวานหินขัด และภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ และเคลือบน้ำดินสีแดง บ้านเขาบ่อพลับ พบขวานหินขัด กำไลหิน  กำไลเปลือกหอยทะเล  ลูกปัดหิน  ลูกปัดเปลือกหอย และกระดูกแกนกลางปลา  ภาชนะดินเผาทรงกลมเคลือบน้ำดินสีแดง  กำไลสำริด  ใบหอก  ขวาน  เครื่องมือเหล็กรูปร่างคล้ายนก
            อำเภอไพศาลี  ที่บ้านหนองบ่อ พบภาชนะดินเผาทางพาน  ขวานหินขัด  มีอายุประมาณ ๔๕๐๐ - ๒๗๐๐ ปีมาแล้ว
            อำเภอหนองบัว  ที่บ้านห้วยถั่วใต้ พบขวานหิน  ภาชนะดินเผาทรงกลม  รูปวัวดินเผา  เครื่องมือเหล็ก  หินลับ  กำไลและแหวนสำริด  ลูกปัดทำจากหินอะเกต และคาร์เนเลียน  ลูกปัดหินสีเขียว  กำไลหิน  มีอายอยู่ประมาณ ๒๗๐๐ - ๒๐๐๐ ปี
            ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในเขต จังหวัดนครสวรรค์ มีอายุอยู่ประมาณ ๔๕๐๐ - ๒๗๐๐ ปี  ส่วนใหญ่สามารถผลิตเครื่องมือ  เครื่องใช้ และเครื่องประดับได้เอง  ทั้งที่ทำจากหิน  เปลือกหอย  และสำริด
สมัยประวัติศาสตร์
            เป็นห้วงสมัยโลหะ  เชื่อมต่อมาสู่สมัยประวัติศาสตร์  มีการติดต่อค้าขายกับอินเดีย  ประมาณว่าเริ่มตั้งแต่สมัยอาณาจักรฟูนัน  โบราณวัตถุที่ปรากฏคือ สมัยทวาราวดี
            เมืองโคกไม้เดน  อยู่ในเขตตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหคีรี  เป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ  มีกำแพงดินสามชั้น  กำแพงเมืองชั้นในเป็นรูปวงกลม  กำแพงเมืองชั้นกลาง และชั้นนอกเป็นรูปวงรี  มีขนาดกว้างประมาณ ๘๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๑๐๐๐ เมตร  ส่วนที่เป็นเมืองคูน้ำคันดิน เรียกกันว่าเมืองบน  มีส่วนของโบราณสถานก่ออิฐอยู่บนยอดเขา และพื้นที่ราบนอกเมืองทางด้านทิศตะวันออก
            โบราณวัตถุที่พบ ได้แก่  เศษภาชนะดินเผา  แผ่นดินเผาสลักเรื่องราวในพุทธศาสนา  แท่นหินบดยา  หินบดยา  ชิ้นส่วนตะเกียงโรมันทำด้วยดินเผา และศิลาจารึก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นตัวอักษรใน พุทธศตวรรษที่ ๑๖ สำหรับโบราณวัตถุที่พบ จากการขุดแต่งโบราณสถาน ส่วนใหญ่เป็นปูนปั้นเป็นเศียรพระพุทธรูป เทวดา หรือพระโพธิสัตว์  รูปบุคคลและรูปสัตว์  ส่วนที่เป็นดินเผามียอดเจดีย์กลีบมะเฟือง  เศียรพระพุทธรูปลายประดับ  เจดีย์  หัวมังกร และพระพิมพ์ เป็นต้น  โบราณวัตถุอื่น ๆ มีขวานหินมีบ่า  เครื่องถ้วยสมัยสุโขทัย
            จากบรรดาหลักฐานทั้งหมดสรุปได้ว่า  เมืองโคกไม้เดนเป็นเมืองสมัยทวาราวดี
            เมืองจันเสน  อยู่ในเขตตำบล จันเสน อำเภอตาคลี  พบจากภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙  บริเวณที่ตั้งเมืองเป็นที่ราบสูงกว่าที่ราบเจ้าพระยา  สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๑๒ เมตร  เป็นรูปวงกลม มีคูน้ำล้อมรอบแต่ไม่มีกำแพงดิน  มีขนาดกว้างประมาณ ๗๐๐ เมตร  ยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร  นอกคูเมืองทางทิศตะวันออก  มีแอ่งน้ำขนาดกว้างประมาณ ๑๗๐ เมตร  ยาวประมาณ ๒๔๐ เมตร เรียกว่าบึงจันเสน  จากขอบบึงทางทิศใต้  มีคันดินกว้างประมาณ ๒๐ เมตร  ยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร  ทอดตัวตรงไปทางทิศตะวันออก  จากการขุดค้นพบว่าเมืองจันเสนมีชุมชนอาศัยอยู่ถึง ๖ สมัยด้วยกัน  ตั้งแต่ยุคโลหะจนถึงสมัยทวาราวดีตอนปลาย  รวมเวลากว่าพันปี คือตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๔ จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ได้พบเศษเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมากที่มีการประทับลวดลายบนภาชนะ  ส่วนมากอยู่ในสมัยทวาราวดี  นอกจากนี้ยังพบจารึกบนก้อนดินเผาโดยจารึกด้วยอักษรปัลลวะ เป็นภาษาสันสกฤต
            ดงแม่นางเมือง  อยู่ที่ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย  เป็นเมืองที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมบนกว้างประมาณ ๕๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๖๐๐ เมตร  ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ  ด้านทิศตะวันตกอยู่ใกล้แม่น้ำปิง  ด้านทิศตะวันออกมีคลองตะเคียนติดต่อกับแม่น้ำน่านที่ปากน้ำเชิงไกร
            จากการขุดค้นสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น พระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด  พระพุทธรูปทำจากหินทรายแบบทวาราวดีตอนปลาย  พระพิมพ์ดินเผาแบบลพบุรี  ตลับสังคโลก  รูปปั้นประดับโบราณสถาน และศิลาจารึก  นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปทำจากหินชนวนสลักแบบนูนต่ำ  มีลักษณะแบบสมัยทวาราวดี  จารึกที่พบได้ระบุศักราช ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๑๗๑๐  หลังจากนี้ไม่นาน  ก็ได้เกิดอาณาจักรสุโขทัยขึ้นทางเหนือ  ชุมชนดงแม่นางเมืองจึงลดความสำคัญลง  จนกลายเป็นเมืองร้างไป
            เมืองดอนคา  อยู่ที่ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก  ตัวเมืองมีรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมมนเกือบเป็นวงกลม  มีคูน้ำคันดิน  ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา  ทางทิศใต้เขาขวาง และเขาดอนคา  บริเวณโดยรอบมีทางน้ำไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกมีห้วยน้ำใสหรือห้วยตะโก  ด้านทิศใต้มีห้วยวังแรง  และมีคลองปลาหมออยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้  มีการขุดทางน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับห้วงวังแรง และคลองปลาหมอ  นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  โดยมีแนวคันดินเชื่อมระหว่างเขาโรง และเขาพนมฉัตร  คันดินกว้างประมาณ ๒๐- ๒๕ เมตร สูงประมาณ ๗ เมตร  นอกจากนั้นจากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทางด้านเหนือของเขาดอนคาและเขาขวาง  ยังปรากฏมีแนวสันเขื่อนกั้นน้ำบริเวณบ้านเขาล้อ  โดยจะเชื่อมต่อระหว่างเขาขวาง และเขาพนมฉัตร  สันเขื่อนกว้างประมาณ ๒๐ - ๒๕ เมตร สูงประมาณ ๗ เมตร
            จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้พบโบราณวัตถุเป็นเศษภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมาก  พบก้อนดินเผาสีแดงสูงประมาณ ๖ เซ็นติเมตร กว้างประมาณ ๕ เซ็นติเมตร  ด้านหน้าเป็นรูปบุคคลนั่งชันเข่าขวาอยู่บนดอกบัว  สวมหมวกยอดแหลม  ใส่ต่างหูใหญ่สองข้าง มีอายุอยู่ประมาณ ๑๒๐๐ - ๑๕๐๐ ปีมาแล้ว  มีลักษณะเหมือนกับที่พบที่เมืองจันเสน  ชาวบ้านเรียกว่า เวตาล หรือ กุเวร
            เมืองไพศาลี  อยู่ที่ตำบลสำโรงชัย อำเภอไพศาลี  จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ พบว่าตัวเมืองนี้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน  มีขนาดกว้างประมาณ ๕๐๐ ยาวประมาณ ๗๐๐ เมตร  มีกำแพงดินสองชั้นกำแพงชั้นนอกเหลือฐานอยู่เพียงเล็กน้อย  ส่วนกำแพงชั้นในยังเหลืออยู่เป็นส่วนใหญ่  มีคูเมืองอยู่คั่นกลาง ระหว่างกำแพงชั้นนอกกับชั้นใน  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยทวาราวดี  บริเวณที่ตั้งชุมชนเป็นที่ราบลุ่ม มีทางน้ำไหลผ่าน คือ  คลองสำโรงชัย
            จากการขุดแต่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ พบว่าโบราณสถานซึ่งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของตัวเมือง  เป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง และตอนปลาย ประกอบด้วย พระอุโบสถ  วิหาร  เจดีย์และมณฑป  และจากหลักฐานชั้นดินทางโบราณคดี พบว่าบริเวณนี้ได้มีชุมชนตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อนการสร้างโบราณสถานกลุ่มเมืองเก่าดังกล่าวแล้ว
สมัยสุโขทัย - อยุธยา
            จากตำนานมูลศาสนา  เมืองนครสวรรค์มีชื่อว่า เมืองพระบาง พร้อมกับเมืองคันธิกะ  เมืองบุรัฐ และเมืองบุราง  ซึ่งพระนางจามเทวี ตั้งขึ้นในระหว่างเส้นทางที่จะไปเมืองลำพูน  นอกจากนี้ยังมี  เมืองเทพบุรี  เมืองบางพล  เมืองรากเสียด และเมืองตาก
            จากศิลาจารึกหลักที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๕ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ได้กล่าวถึงดินแดนทางทิศใต้ไว้ว่า "เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง  แพรก  สุพรรณภูมิ  ราชบุรี  เพชรบุรี  ศรีธรรมราช  ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว"
            จากศิลาจารึกนครชุม เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๐ เรื่องการสร้างรอยพระบาท และศิลาจารึกเมืองต่าง ๆ และในศิลาจารึก เขาสุมนกูฏ เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๔๗ สมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๓ (พระเจ้าไสยลือไทย) กล่าวถึงดินแดนสุโขทัยครอบคลุมมาถึงเมืองพระบาง
            ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช ปี พ.ศ. ๑๙๖๒ พระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองพิษณุโลกสวรรคต  เมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจล  จึงทรงยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองพระบาง  พระยาบาลเมือง และพระยารามออกมาถวายบังคม
            การสงครามไทย - พม่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  พม่ามักใช้เส้นทางเดินทัพทางด่านแม่ละเมา  เพื่อเข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของอยุธยา  ได้แก่  เมืองตาก  สุโขทัย  สวรรคโลก  พิษณุโลก  และนครสวรรค์
โบราณสถาน

            เมืองพระบาง  ตั้งอยู่บริเวณวัดสี่เข่า  ซึ่งตั้งอยู่กลางตัวเมือง เป็นเมืองเก่าสมัยสุโขทัย  มีคันกำแพงเมือง และคูเมือง  กำแพงเมืองกว้างยาวด้านละ ๘๐ วา  (๑๖๐  เมตร) มีเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมือง และมีพระพุทธรูปก่อด้วยอิฐถือปูน พระเศียรมีขนาด ๒๐ กำมือ  ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้นเรียกว่า เมืองพังคา  ยังมีแนวกำแพงดิน และคูน้ำล้อมรอบตัวเมืองรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสยาวด้านละ ๘๐ เมตร  สูง ๑.๕๐ เมตร กว้าง ๒ เมตร  ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี  แม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดิน  จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งบริเวณ บ้านตลาดไผ่ล้อม  เรียกว่าเมืองทานตะวัน หรือชอนตะวัน  เมืองพระบางและวัดสีเข่า ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘
            มีหลักฐานอีกว่า  เมืองพระบางตั้งอยู่ที่เชิงเขากบ  ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และด้านทิศตะวันออก  ติดกับแม่น้ำปิงประมาณ ๓๐๐ เมตร  ทางด้านทิศใต้
            โบราณสถานบ้านเขาบ่อพลับ  อยู่บนเขาบ่อพลับในเขตตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหคีรี  เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐ เมตร  ส่วนบนพังทะลายหมด  บริเวณบ่อน้ำด้านทิศตะวันออกของเจดีย์  พบโบราณวัตถุประเภทกระปุก และตลับเคลือบสีเขียวจำนวนมาก  ภายในกระปุกมีเศษกระดูกมนุษย์ที่เผาแล้วบรรจุอยู่  พบกระปุกเคลือบสีเขียว และสีน้ำตาล  จากแหล่งเตาบ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ บริเวณเขาบ่อพลับได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ เมื่อ ๔๕๐๐ - ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว

            โบราณสถานเขาตีคลี  ตั้งอยู่บนเขาตีคลีบ้านในเขตบ้านตุ๊กแก ตำบลดอนคา อำเภอท่าตะโก  เป็นเมืองโบราณสมัยทวาราวดี  มีคูน้ำคันดิน มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๘ ภายในเมืองมีโบราณสถานเรียกว่าโคกปราสาท  มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมเป็นรูปแบบพระปรางค์ ยาวด้านละ ๗ เมตร มีมุขด้านทิศตะวันออกขนาดกว้าง ๓ เมตร ยาว ๗ เมตร  ฐานชั้นล่างก่อด้วยศิลาแลง และเสริมอิฐด้านบนผนัง  มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘
            โบราณวัตถุที่พบมีพระพุทธรูปปางนาคปรก ทำจากศิลาทรายสององค์  มีลักษณะคล้ายศิลปะลพบุรี (บายน) มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ คล้ายกับพระพุทธรูปปางนาคปรกที่วัดเขากบ  ที่บริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่งในเขตจังหวัดนครสวรรค์ และสุโขทัย
ประติมากรรม
            นครสวรรค์เป็นดินแดนที่มีกลุ่มชนตั้งรกรากต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน  จึงมีงานประติมากรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน  พอประมวลได้ดังนี้
              สมัยอารยธรรมอินเดียยุคกลาง (ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ - ๑๐)  มีตะเกียงดินเผาโบราณทรงโรมันพบที่เมืองบน  อำเภอพยุหคีรี
              สมัยอารยธรรมอินเดียยุคปลาย (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑)  มีหัวงาช้างด้านหนึ่งเป็นรูปราชมงคล ๘ ประการและม้าเดินตามกัน  อีกด้านหนึ่งเป็นรูปหงส์  โบราณวัตถุนี้ขุดพบที่เมืองโบราณจันเสน
              สมัยอารยธรรมมอญยุคต้น (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๒)  มีผนึกตราดินเผาหลายชิ้น ที่เมืองโบราณจันเสน

            สมัยอารยธรรมมอญยุคปลาย (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔)  มีรูปปั้นอันเป็นต้นแบบ ลายไทย  ซึ่งนิยมมากในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นภาพหน้าคนสวมกุลฑล โผล่ออกมาจากซุ้มที่ประดับด้วยลายผักกูด  พบที่โคกไม้เดน อำเภอพยุหคีรี  พระพิมพ์สี่ปางที่สำคัญปางแสดงปฐมเทศนา  ตอนบนแสดงภาพตรัสรู้  และแต่ทั้งสองข้างเป็นปางมหาปาฏิหาริย์  ส่วนสถูปเป็นลักษณะของปางนิพพาน  พบที่เมืองทัพชุมพล  อำเภอเมือง ฯ
            สมัยร่วมอารยธรรมร่วมอินเดียชวา (ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘)  มีใบเสมาสลักเป็น พระพุทธรูปยืน  เคียงข้างด้วยพระอินทร์  พระพรหม  พบที่ดงแม่นางเมือง อำเภอบรรพตพิสัย

 

            สมัยร่วมอารยธรรมเขมร  (ปรมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘)  มีภาพพิมพ์  พระพุทธเจ้าประทับห้อยพระบาท เป็นปางปฐมเทศนา อยู่ในเรือนแก้วยอดทรงสิงขรพบที่เมืองโบราณจันเสน อำเภอตาคลี
            สมัยเปลี่ยนแปลงอารยธรรมมอญ - เขมร เป็นอารยธรรมไทย  (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙)  มีพระพิมพ์ปางมารวิชัย ทรงกระบังหน้าห้ายอดประทับอยู่ในเรือนแก้ว มีต้นโพธิ์อยู่เบี้องบนของเรือนแก้ว  ด้านข้างทั้งสองข้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก  พบที่เมืองโบราณจันเสน อำเภอตาคลี

            สมัยสุโขทัย  มีแผ่นไม้แกะสลักภาพพระพุทธเสด็จดับขันธปรินิพพาน  แผ่นที่สองเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์  เป็นศิลปะสุโขทัยผสมลพบุรี  จากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยซึ่งขุดได้ที่เมืองนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร มีความตอนหนึ่งว่า "พระยาธรรมมิกราชได้ไปจำลองรอยพระพุทธบาทที่ลังกาทวีป มาสร้างประดิษฐานไว้ที่เขาปากพระบาง"  รอยพระพุทธบาทดังกล่าว คือรอยพระพุทธบาทบนเขากบในปัจจุบัน
            สมัยรัตนโกสินทร์  ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ได้แก่ลายปูนปั้น ซุ้มหน้าต่างวิหาร วัดเกยไชยเหนือ อำเภอชุมแสง  หน้าบันและซุ้มหน้าต่างวัดยางโทน อำเภอเมือง ฯ ลายปูนปั้นบนหลังคาศาลาการเปรียญวัดพระปรางค์เหลือง อำเภอพยุหคีรี
จิตรกรรม
            ส่วนมากอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ลบเลือนไปมาก มีจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่พระอุโบสถวัดเกาะหงส์ อำเภอเมือง ฯ  จิตรกรรมที่วิหารและศาลาวัดเกรียงไกรกลาง อำเภอเมือง ฯ  จิตรกรรมในพระอุโบสถวัดบางประมุง อำเภอโกรกพระ  ภาพเขียนบนศาลาการเปรียญ วิหารและอุโบสถวัดมะฝ่อ อำเภอโกรกพระ
ภาษาและวรรณกรรม
            ภาษานครสวรรค์มีความเป็นภาษาถิ่นไม่ชัดเจน  ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยกลาง แต่มีกลุ่มชนที่พูดภาษาของกลุ่มตนอยู่บ้างเช่น ภาษามอญ ภาษาลาวและภาษาจีน
            ภาษามอญ  มีชุมชนที่ใช้ภาษามอญอยู่ที่ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมือง ฯ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๔๐๐ คน ที่ตำบลบางมะฝ่อ อำเภอโกรกพระ มีอยู่ประมาณ ๓๐๐ คน ที่ตำบลโคกหม้อ อำเภอชุมแสง มีอยู่ประมาณ ๕๐๐ คน และที่ตำบลหนองนมวัว อำเภอลาดยาว มีอยู่ประมาณ ๖๐๐ คน
            ภาษาลาว  ชุมชนที่ใช้ภาษาลาวซึ่งมีทั้งลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ ลาวใต้หรือลาวเวียง  ซี่งมาจากเวียงจันทน์  ลาวครั่งมาจากหลวงพระบาง ลาวแจ้วมาจากจังหวัดอุทัยธานี และลาวพวนมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี
            ที่ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง ฯ  มีอยู่ประมาณ ๖๐๐ คน  อำเภอลาดยาว ประมาณ ๑,๘๐๐ คน  อำเภอชุมแสง ประมาณ ๓๐๐ คน  อำเภอบรรพตพิสัย ประมาณ ๖,๐๐๐ คน  อำเภอไพศาลี ประมาณ ๖,๐๐๐ คน  อำเภอหนองบัว ประมาณ ๙๐๐ คน  และอำเภอตากฟ้า ประมาณ ๒,๐๐๐ คน  รวมทั้งสิ้นมีอยู่ประมาณ ๒๑,๔๐๐ คน
            ภาษาจีน  มีจีนฮกเกี้ยน  ไหหลำ แต้จิ๋วแคะ และกวางตุ้ง  ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมือง ฯ
            จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล ๑  พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นอักษรหลังปัลลวะ มีอายุอยู่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ คือจารึกพระพิหารดินเผาวัดโคกไม้เคน และจารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล  ภาษาที่ใช้เป็นภาษามอญและภาษาบาลี  ข้อความในบรรทัดที่ ๑ เป็นภาษามอญ กล่าวถึงการสร้างสถูปของบรรพบุรุษ  ข้อความบรรทัดที่ ๒ เป็นภาษาบาลีเป็นข้อความสรุปคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่เรยกว่าคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา มีความว่า พระมหาสมณเจ้าทรงตรัสถึงธรรมที่มีเหตุเป็นแดนเกิด  ตรัสเหตุของธรรนมเหล่านั้น  ตรัสความดับของธรรมเหล่านั้น และตรัสอุบายอันเป็นเหตุแห่งความดับของธรรมเหล่านั้น
            จารึกสถูปดินเผาเมืองทัพชุมพล ๒  พบเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ เป็นอักษรหลังปัลลวะ เช่นเดียวกีบจารึกแรก  บรรทัดแรกเป็นภาษามอญ แต่ลบเลือนไป  บรรทัดที่สองเป็นภาษาบาลี เช่นเดียวกับจารึกแรก
            จารึกพระพิมพ์ดินเผาวัดโคกไม้เคน  พบเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๗ เป็นอักษรหลังปัลลวะ จารึกเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕ ใช้ภาษาบาลี เป็นคำนมัสการพระรัตนตรัย
            จารึกดงแม่นางเมือง  พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ วัตถุจารึกเป็นหินชนวนสีเขียว เป็นรูปใบเสมา มีขนาดกว้าง ๓๗ เซ็นติเมตร สูง ๑๗๕ เซ็นติเมตร หนา ๒๑ เซ็นติเมตร จารึกเป็นอักษรขอมทั้งสองด้าน  ด้านที่ ๑ มี ๑๐ บรรทัด  ด้านที่ ๒ มี ๓๓ บรรทัด  จารึกเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๑๐  จารึกด้วยอักษรไทยปัจจุบันและอักษรขอมเป็นภาษาบาลี ภาษาเขมรและภาษาไทย ปรากฎปนอยู่ด้วยกัน จารึกด้านที่ ๑ กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราช มีรับสั่งมายังพระเจ้าสุนัตให้บูชาพระธาตุ ฯ   พระเจ้าสุนัตจึงประกาศให้ประชาชนทราบ  จารึกด้านที่ ๒ กล่าวถึงมหาราชาธิราชพระนามกรุงศรีธรรมาโศกถวายแด่พระสรีรธาตุ พระนามว่าคมรเตงชคตศรีธรรมาโศก ณ ตำบล ธานยปุระ  มหาเสนาบดีชื่อศรีภูวรนาทิตย์ธิศวรทวีป นำกระแสพระราชโองการราชาธิราชมายังกรุงสุนัต ผู้ครองนคร ณ ธานยปุระบัณฑูรใช้ให้ถวายที่นา ซึ่งได้กำหนดเขตไว้แล้วเป็นพระบูชากบงเตงชคต ในศักราช ๑๐๘๙  กรุงสุนัต ทำบูชากมรเตงชคต ถวานที่นาซึ่งได้กำหนดเขตไว้แล้ว
            ศิลาจารึกวัดเขากบ  พบเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔  มีลักษณะเป็นหินอ่อนสูง ๘๐ เซ็นติเมตร  กว้าง ๔๗ เซ็นติเมตร เป็นอักษรครั้งพระยาฦาไทย  สันนิษฐานว่าจารึกเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๖ จารึกเป็นภาษาไทยสมัยสุโขทัย  ด้านที่ ๑ เป็นเรื่องสร้างรามเจดีย์และรามวิหาร ที่รามวิหารคือเขาสุมนกูฎ (คือเขากบ)  ผู้สร้างพระเจดีย์และวิหาร ขออุทิศส่วนกุศลให้พระยารามผู้เป็นน้อง  ด้านที่ ๒ เป็นเรื่องที่ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ปรากฎชื่อได้บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ แล้วไปเที่ยวเสาะแสวงหาพระธาตุจนถึงเมืองอินเดียและลังกา
            ตำนานเขาหินกลิ้ง  ที่บ้านเขาหินกลิ้ง ตำบลวังน้ำค้าง อำเภอไพศาลี มีก้อนหินใหญ่สองก้อนอยู่กลางทุ่งนา  มีตำนานเล่าถึงความเป็นมาพอประมวลได้ดังนี้
            นานมาแล้วมีเมืองอยู่สามเมือง คือเมืองไผ่สาลี เมืองจำคา และเมืองปัจจันตคาม ทั้งสามเมืองนี้มีอาณาเขตติดต่อกัน  เมืองไผ่สาลีอยู่กลาง  เมืองรำคาอยู่ทางทิศตะวันตก และเมืองปัจจันตคามอยู่ทางทิศตะวันออก  เจ้าเมืองไผ่สาลีมีธิดาทรงพระสิริโฉมชื่อสร้อยลัดดา  ส่วนอีกสองเมืองมีพระราชโอรสที่หวังปองพระธิดาองค์นี้  จึงได้มีการกลิ้งหินแข่งขันระหว่างเมืองทั้งสอง ถ้าฝ่ายใดชนะก็จะได้นางไปครอง ฝ่ายเมืองจำคากลิ้งหินมาถึงหลักชัยก่อน แล้วมัวฉลองชัยชนะ ลืมไปลั่นฆ้องที่หลักชัยตามที่ได้ตกลงกันไว้ ฝ่ายเมืองปัจจันตคาม เมื่อกลิ้งหินมาถึงก็ไปลั่นฆ้องชัยเป็นฝ่ายชนะ ได้นางสร้อยลัดดาไปครอง นางสร้อยลัดดามีใจสมัครรักใคร่ในตัวเจ้าชายแห่งเมืองจำคามาก่อน จึงเศร้าโศกเสียใจ  เจ้าชายเมืองปัจจันตคามจึงออกอุบาย ส่งคนไปสร้างแท่นหินบนยอดเขาลูกหนึ่ง แล้วพานางไปนั่งบนแท่นหิน  ปลอบประโลมนางด้วยประการต่าง ๆ  นางก็ไม่ปลงใจด้วย เขาลุกนั้นจึงได้ชื่อว่า เขาโลมนาง  ในที่สุดพากันลงมาจากเขาถึงลำห้วยแห่งหนึ่งชื่อห้วยตะกุด นางจึงปลงใจรักเจ้าชาย ห้วยนี้จึงได้ชื่อว่า ตะกุดนางยอม ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านชื่อ ตะกุดพะยอม บริเวณหลักชัยกลิ้งหิน ปัจจุบันมีหินก้อนกลมใหญ่สองก้อนขนาดเท่า ๆ กันตั้งอยู่กลางทุ่งนา บริเวณเขาหินกลิ้ง ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนเมืองไผ่สาลี คือ บ้านหนองไผ่ อำเภอไพศาลี  เมืองจำคา คือ บ้านดอนคา อำเภอท่าตะโก และเมืองปัจจันตคาม คือ บ้านเขาข้าวพุ่ม อำเภอไพศาลี
            ตำนานเมืองจันเสน  จันเสนเป็นตำบลอยู่ในอำเภอไพศาลี  เป็นเมืองโบราณมีตำนานเล่าไว้ดังนี้
            เมืองนี้เดิมชื่อสามเสน  มีคนอยู่สามแสนคน  เจ้าเมืองใช้คนให้คนในเมืองขุดดินเหนียวคนละกำมืองทำให้ได้บึงขนาดใหญ่ คือ บึงจันเสนในปัจจุบัน  เจ้าเมืองสามแสนมีลูกชายคนหนึ่ง  ได้ไปสู่ขอนางผมหอมที่เมืองบ่อทอง ตำบลชอนสรเดช อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ได้แห่ขันหมากไปทางเรือ ผ่านบ้านห้วยลาดวังตะกร้อ  พอถึงห้วยลาดน้ำยา  เรือขันหมากเกิดล่ม  เครื่องขันหมากลอยไปยังสถานที่ต่าง ๆ  กลายเป็นชื่อสถานที่ เช่น บ้านขนมจีน เป็นต้น  เมืองสามแสนก็กลายเป็นเมืองจันเสน
            ตำนานเขากบ  เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๐  มีพระภิกษุรูปหนึ่งชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อทอง  ได้ธุดงค์มาปักกรดอยู่ที่ข้างหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เชิงเขากบปัจจุบัน  วันหนึ่งหลวงพ่อทอง ได้ไปพบเจดีย์เก่าแก่  จึงเข้าไปถามชาวบ้านชาวบ้านชื่อตากบมีภรรยาชื่อยายเขียด  บอกว่าเจดีย์เก่าแก่นี้ชาวบ้านนับถือมาก  ถ้าต้องการใช้ที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่พำนัก  ตนก็ยินดีถวายให้  เพราะตนมีที่ดินอยู่ประมาณร้อยไร่เศษ ครอบคลุมยอดเขาแห่งนี้  หลวงพ่อทองได้รับที่ดินแล้วจึงขอแรงชาวบ้านสร้างกุฏิ อุโบสถ และศาลา  เป็นใช้จำพรรษาเป็นที่ถาวร  เมื่อตากบกับยายเขียดถึงแก่กรรม  หลวงพ่อทองจึงให้ช่างปั้นรูปจำลองตากบยายเขียดตั้งไว้หน้าพระอุโบสถ  ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้  หลังจากนั้นจึงได้กำหนดที่ดินทั้งหมดเป็นของวัด และตั้งชื่อว่า วัดกบ ตามชื่อเจ้าของที่ดิน  ที่ดินแปลงนี้มีคูน้ำล้อมรอบ บนไหล่เขาเต็มไปด้วยไม้รวก  และเนื่องจากเชิงเขากบมีไม้สักขึ้นอยู่มากมาย  หลวงพ่อทองจึงตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดกบทราวสีจอมคีรี ณ ป่าสัก  ภายหลังต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดนรนาถบรรพต
            ตำนานวัดเขาแก้ว  เขาแก้วอยู่ในเขตตำบลพยุห  อำเภอพยุหคีรี  เชิงเขามีวัดชื่อวัดเขาแก้ว  การที่ได้ชื่อนี้เพราะสภาพหินเป็นเหลี่ยมหกเหลี่ยม มีลักษณะเป็นแก้วใส  ชาวบ้านนำมาเจียระไนทำเป็นหัวแหวน และเครื่องประดับ  มีตำนานดังนี้
            ที่เขาแก้วมีถ้ำอยู่เชิงเขา ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งวัด มีปากถ้ำเป็นปล่องยาวประมาณ ๕๐๐ เมตร  ไปโผล่ที่ท่าจันทร์ปากคลองบางไทร ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ภายในถ้ำกว้างใหญ่มีทรัพย์สมบัติ  และมีโคแก้วตัวใหญ่หน้าแด่นตัวหนึ่ง  ตวงตาของโคแก้วส่องแสงเป็นประกายสว่างไปในถ้ำ  หลวงพ่อคูหาเจ้าอาวาสจะลงจากปากถ้ำไปสรงน้ำที่ท่าจันทร์เสมอ  วันหนึ่งเณรที่อยู่กับท่านสงสัยว่าท่านไปสรงน้ำที่ไหน จึงแอบตามไปดูเห็นท่านเข้าไปในถ้ำ  จึงตามเข้าไป ได้พบโคแก้วและทรัพย์สมบัติมากมาย  เมื่อท่านรู้เข้าเห็นว่าจะเกิดอันตรายแก่สมบัติเหล่านั้น  จึงเกณฑ์ชาวบ้านให้ช่วยกันเอาหินและดินมาปิดปากถ้ำ  เนินดินที่ถมปากถ้ำยังปรากฏอยู่เป็นสันเนินสูง  ขนาดเท่าจอมปลวกใหญ่ มาจนถึงทุกวันนี้
            ตำนานดงแม่นางเมือง  ดงแม่นางเมืองอยู่ในเขตตำบลตาสัง  อำเภอบรรพตพิสัย  มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาดังนี้
            ดงแม่นางเมืองมีผู้ครองเมืองเป็นเจ้าหญิงทรงสิริโฉม  เป็นที่ร่ำลือกันไปทั่วทุกแว่นแคว้น  บรรดาเจ้าชายจากเมืองต่างๆ พากันมาทาบทามสู่ขอ  เกิดมาพร้อมกันทั้งสามเมือง คือจากเมืองกำแพงเพชร  เมืองพิจิตร  และอีกเมืองหนึ่งไม่ปรากฏชื่อว่าเมืองอะไร  ฝ่ายเจ้าหญิงไม่รู้ว่าจะเลือกใคร  จึงได้ยื่นข้อเสนอให้เจ้าชายทั้งสามถือปฏิบัติพร้อม ๆ กัน คือ แข่งขันกันจองถนนจากเมืองของเจ้าหญิงไปยังเมืองของตน  ถ้าใครทำเสร็จก่อนก็จะได้อภิเษกกับเจ้าหญิง  เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น  เจ้าชายจากเมืองกำแพงเพชร  เริ่มต้นสร้างถนนที่หัวบึงเฒ่า  อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง  เจ้าชายจากเมืองพิจิตร สร้างค่ายทำถนนอยู่ที่วงฆ้องใกล้เขาดินบ้านหนองหญ้าปล้องปัจจุบัน  ส่วนเจ้าชายอีกองค์หนึ่งเริ่มต้นที่ท่าเสา  ปากบึงปลาทู  แต่เริ่มทำทีหลัง  พอเห็นว่าไม่ทันการก็เสียใจ  เทขนมขันหมากทิ้งทั้งหมด  บริเวณที่ทิ้งขนมนั้นได้ชื่อว่าทุ่งขนมหก  การสร้างถนนยังไม่สำเร็จก็เกิดรบพุ่งกันยืดเยื้อ  ฝ่ายเจ้าหญิงจึงอพยพไปอยู่ที่อื่นโดยลอบพาชาวเมืองหนีไปตอนกลางคืน  ไปสร้างเมืองใหม่อยู่ที่หาดทรายงาม  เมื่อเจ้าชายที้งสามทราบเรื่องก็พร้อมใจกันสงบศึก  เลิกทัพกลับไป ปล่อยดงแม่นางเมืองทิ้งไว้เป็นสุสานแห่งความรักตั้งแต่นั้นมา
            ตำนานเรื่องโบสถ์เทวดาสร้าง  โบสถ์หลังนี้อยู่ที่วัดจอมคีรีนาคพรต  อำเภอเมือง ฯ ตัวโบสถ์เป็นรูปศาลาโถง  ไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน  รูปทรงแบบโบราณ  เครื่องบนเป็นไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้อง ยาว ๖ วา ๒ ศอก กว้าง ๔ วา ๑ ศอก มีพระไลโดยรอบ
            มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า  เมื่อชาวบ้านเริ่มสร้างอุโบสถ  ได้ติดตั้งเสาพร้อมเครื่องบน  ตอนกลางคืนก็ได้ยินเสียงมโหรีปีพาทย์ และแสงสว่างส่องสว่างไปทั่วบริเวณยอดเขา  จึงพากันไปดูโบสถ์ที่สร้างพบว่างานที่ทำค้างอยู่เสร็จหมด  โดยที่ไม่พบผู้ใดเลยเป็นที่มหัศจรรย์  จึงพักการสร้างไว้เพียงเท่านั้น  เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  เมื่อพม่ายกทัพมาตีไทย  ขณะที่ทหารไทยตั้งค่ายพักแรมอยู่ตามบริเวณวัดเขาบวชนาค  วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก  กองทหารได้เข้าไปพักหลบฝนอยู่ในบริเวณพระอุโบสถแห่งนี้ได้หมดทั้งกอง  ทั้งที่พระอุโบสถไม่ได้ใหญ่โตอะไร  ด้วยเหตุนี้ชาวนครสวรรค์จึงเชื่อว่าเป็นพระอุโบสถที่เทวดาสร้าง  เมื่อครั้งที่วัดแห่งนี้ถูกไฟป่าลามเข้ามาไหม้ครั้งใหญ่  บรรดาถาวรวัตถุของวัดถูกไฟไหม้เกือบหมด  คงเหลือแต่โบสถ์หลังนี้เหลืออยู่เพียงหลังเดียว  ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสนครสวรรค์  และได้มีการทดลองว่าพระอุโบสถหลังนี้ จะบรรจุคนได้มากจริงตามที่ร่ำลือกันหรือไม่  โดยทรงนำข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปในพระอุโบสถ ก็ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปทั้งหมดแล้วก็ยังไม่เต็มทำให้ชาวนครสวรรค์มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าเป็นพระอุโบสถที่เทวดาสร้างจริง
 

รูปภาพของ silavacharee

Innocent  ตอนต้นไม่ทราบว่าจะให้เรียนหนังสือใหม่ใช่หรือไม่ อ่านแล้วงง ช่วยทำในส่วนที่ต้องการ ไม่ใช่ไปลอกมาทั้งหมด และขาดแหล่งอ้างอิง ชื่อผู้สร้าง 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 19 คน กำลังออนไลน์