โครงงานวิทยาศาสตร์การสำรวจพืชสมุนไพรในท้องถิ่น

 

บทที่ 4

ผลการศึกษา

 

จากการสำรวจพืชสมุนไพรที่พบภายในบริเวณโรงเรียนและหมู่บ้านขวากเหนือและ ขวากใต้ พบพืชสมุนไพรทั้งหมด 22 ชนิด โดยจำแนกพืชสมุนไพร ตามลักษณะภายนอกพืชเป็น ไม้ยืนต้น 2 ชนิด ไม้พุ่ม 7 ชนิด ไม้ล้มลุก 10 ชนิดและ ไม้เลื้อยหรือไม้เถา 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะ สรรพคุณ ประโยชน์ วิธีใช้ ขนาดในการใช้ และใช้กับโรคที่เกิดขึ้น แตกต่างกัน ดังนี้

1. ไม้ยืนต้น

 

ชื่อไทย ขี้เหล็ก

ชื่อพื้นเมือง ขี้เหล็กแก่น(ราชบุรี) ขี้เหล็กบ้าน

(ลำปาง สุราษฎร์ธานี) ขี้เหล็กหลวง

(เหนือ)ขี้เหล็กใหญ่ (กลาง)ผักจี้ลี้

(ชาน-แม่ฮ่องสอน)แมะขี้เหละบะโดะ

(กะเหรียง-แม่ฮ่องสอน) ยะหา (มาเลย์-ปัตตานี) ภาพที่ 1 ขี้เหล็ก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia siamea Limarck

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 10–15 เมตร ใบใหญ่ยาวประมาณ

20 ซม. ประกอบไปด้วยใบย่อย 7–16 คู่ รูปร่างขอบขนาน

ปลายมน หรือขอบขนานเรียวปลายคล้ายรูปไข่ ปลายใบหยัก

เว้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย โคนใบกลม ใต้ใบสีซีดว่าด้านบน

และมีขนเล็กน้อย กว้าง 1–2.5 ซม. ยาว 3–7 ซม. ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ยาวประมาณ 15–30 ซม. ดอกใหญ่ 2–4 ซม.สีเหลืองสด กลีบรองกลีบดอกมักโค้งกลับ มีขน ผลเป็นฝักค่อนข้างหนา กว้าง 1.2–2 ซม. ยาว 15–30 ซม. ภายในมีเมล็ดใหญ่ยาว จำนวน

20–30 เมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้ใบขี้เหล็ก 4-5 กำมือ ต้มเอาแต่น้ำดื่มก่อนอาหาร รักษา

อาการท้องผูก

2. ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัม หรือใบสดหนัก 50 กรัม ต้มเอาแต่

น้ำดื่มก่อนนอนรักษาอาการนอนไม่หลับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 2 มะนาว

ชื่อไทย มะนาว

ชื่อพื้นเมือง โกรยชะม้า (เขมร - สุรินทร์)ปะนอเกล

มะนอเกละ มะเน้าด์เล(กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน)

ปะโหน่งกลยาน (กะเหรี่ยง – กาญจนบุรี)

ส้มมะนาว (ทั่วไป) ลีมานีปีห์ (คาบสมุทรมาเลียใต้)

หมากฟ้า (ชาน - แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurati Folia christmonm Swing

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่ม มีหนามตามต้น ก้านใบสั้น ตัวใบ

รูปร่างกลมรี ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายและโคนใบมน ดอก

เล็กสีขาวอมเหลืองกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลกลมเปลือกบางเรียบ

มีน้ำมาก รสเปรี้ยว เปลือกผลมีน้ำมัน กลิ่นหอม รสขม

ส่วนที่ใช้เป็นยา ผล

สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำมาผสมกับเกลือเล็กน้อย ชงกับน้ำร้อนดื่ม

รักษาอาการไอและขับเสมหะ

2. ไม้พุ่ม

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 3 ฝรั่ง

ชื่อไทย ฝรั่ง

ชื่อพื้นเมือง จุ่มโป่ (สุราษฎร์ธานี) ชมพู่ (ปัตตานี)

มะก้วย (เชียงใหม่)มะก้วยกา มะมั่น (เหนือ)

มะกา (แม่ฮ่องสอน)มะจีน (ตาก) ยะมูบเตบันยา

(มลายู - นราธิวาส)ยะรัง (ละว้า - เชียงใหม่)

ยามู ย่ามู (ใต้) สีดา (นครพนม)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Psidium guajava Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ฝรั่งไม้พุ่มขนาดใหญ่ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวผลฝรั่งจัดเป็น

ผลเดี่ยวมีขนาดต่างๆ กัน โดยทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลาง

ประมาณ 6-7 เซนติเมตร บาง พันธุ์มีผลใหญ่กว่าเมื่อแก่ผล

ฝรั่งจะหวานกรอบ และเมื่อสุกเต็มที่เนื้อจะนิ่มและมีกลิ่นหอม

ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลและใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. นำผลฝรั่งอ่อน ๆ มาฝานเอาแต่เปลือกกับเนื้อทิ้งเมล็ดไป ใส่

เกลือเล็กน้อย ให้พอกร่อยๆ แล้วกินรวมกัน หรือจะใช้ต้มน้ำ

ดื่มก็ได้

2. ถ้าใบมีผลใช้ใบประมาณ 10 ถึง 15 ใบ นำมาล้างให้สะอาด

แล้วโขลกให้พอแหลกใส่ลงในน้ำแล้วนำไปต้มให้เดือด ใส่

เกลือพอมีรสกร่อย นำน้ำนั้นมาดื่ม ใช้แก้ท้องร่วง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 4 กะเพรา

ชื่อไทย กะเพรา

ชื่อพื้นเมือง กอมก้อ กอมก้อดง (เชียงใหม่) กะเพราขาว กะเพราแดง (กลาง)

ห่อกวอซู่ ห่อตุปลู (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

อิ่มคิมหลำ (เงี้ยว - แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum Sanctum Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มล้มลุก ซึ่งอาจสูงถึง 1 เมตร ใบเป็นรูปไข่ บางและ

นุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุมทั่วไป ใบมีสีเขียว บางสายพันธุ์

สีม่วงอมแดง ใบมีรสเผ็ดร้อน ใช้รับประทานสดได้ ช่อดอกตั้ง

ตรง โดยมีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้ใบสดและยอด 1 กำมือ น้ำหนักสดประมาณ 25 กรัม

แห้งประมาณ 4 กรัม ต้มเอาน้ำ สำหรับรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง เหมาะสำหรับเด็ก

2. ใช้ใบสด 3 ใบ ผสมเกลือพอสมควร บดให้ละเอียด ละลายใน

น้ำสุกหรือน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กอ่อนที่คลอดได้ราวๆ 2 – 3 วัน

กินเป็นยาขับลม

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 5 พญายอ

ชื่อไทย พญายอ

ชื่อพื้นเมือง พญาปล้องดำ (กลาง) ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องคำ

(ลำปาง) พญาปล้องทอง (ทั่วไป) โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เสลดพังพอนตัวเมีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans Burman f. Lindau

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มแกมเถา ลำต้นและกิ่งก้านเกลี้ยงเป็นมันสูงได้ถึง 3 เซนติเมตรใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซนติเมตร ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบดอกสีแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว3-4 เซนติเมตร ไม่ติดฝัก

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. นำใบมาตำให้ละเอียด ผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูก

ไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก

2. นำใบมาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

เพื่อลดอาการอักเสบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 6 น้อยหน่า

ชื่อไทย น้อยหน่า

ชื่อพื้นเมือง เตียบ (เขมร) น้อยแน่ (ใต้) มะนอแน่ มะแน่ (เหนือ) มะออจ้า มะโอจ่า

(เงี้ยว-เหนือ) ลาหนัง (ปัตตานี) หน่อเกล๊าะแซ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)

หมักเขียบ (ตะวันออกเฉียงเหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona squamosa Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มเตี้ยประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวออกดอกเป็นช่อเล็กๆมีผล

ค่อนข้างกลมและมีเปลือกเป็นตุ่มใหญ่โปนออกมาเป็นตุ่มๆ ผล

น้อยหน่าเป็นผลแบบกลุ่มเนื้อสีขาวนุ่มเกิดจากรังไข่แต่ละอันเจริญขึ้นมาอัดแน่นกันและมีส่วนของเปลือกเชื่อมติดกันจนเป็นผลเดียวกันผลแก่ที่สามารถเก็บรับประทานได้จะมีมากในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ เมล็ด

สรรพคุณและวิธีใช้ นำใบน้อยหนา 7-8ใบหรือเมล็ดมาโขลกให้ละเอียดผสมกับน้ำ

ทาบนศีรษะ ทิ้งไว้นาน 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกและสระผม

สำหรับฆ่าเหาและทำให้ไข่ฝ่อ ควรระวังไม่ให้เข้าตา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 7 ชุมเห็ดเทศ

ชื่อไทย ชุมเห็ดเทศ

ชื่อพื้นเมือง ขี้คาก ลับหมืนหลวง หมากกะลิงเทศ (เหนือ) ชุมเห็ดใหญ่ (กลาง) ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia alata Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่ม ใบประกอบแบบขนนก แผ่นใบย่อย รูปขอบขนานแกม

รูปรี โคนใบมน ปลายใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ มี

สีแดง ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง

มี 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง รูปไข่ เกือบกลมหรือ

รูปซ้อน ผลเป็นฝักรูปใบไม้บรรทัด ฝักแก่สีดำและแตกตาม

ยาว เมล็ดเกือบเป็นรูปสีเหลี่ยม ผิวขรุขระ สีดำ

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ ดอก

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้ช่อดอก 2-3 ช่อ ต้มกินกับน้ำพริกเพื่อระบายท้อง

2. ใช้ใบสด 8-12 ใบผึ่งแดดจนแห้ง แล้วป่นให้เป็นผง ชงกับ

น้ำ เดือด รินน้ำดื่มเพื่อระบายท้อง

3. นำใบสดมาต่ำให้ละเอียด ใช้ทาบริเวณที่เป็นกลาง

หรือเป็นสังคัง


 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 8 หม่อน

ชื่อไทย หม่อน

ชื่อพื้นเมือง หม่อน มอน (อีสาน) ซึมเฮียะ (จีน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Morus alba Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มลำต้นตั้งตรง มีหลายพันธุ์ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ ขอบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู ขึ้นกับพันธุ์ กว้าง 8-14 เซนติเมตร ยาว 12-16 เซนติเมตร ผิวใบสากคาย ดอกช่อ รูปทรงกระบอกออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบรวมสีขาวหม่น หรือสีขาวแกมเขียว ผลเป็นผลรวม รูปทรงกระบอกเมื่อสุกสีม่วงแดง

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ ผล ราก เปลือกราก กิ่ง

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใบแก้ไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ แก้ไอ ระงับประสาท ใช้เป็นยา

ขับเหงื่อ แก้เจ็บคอ

2. ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต ดับร้อน ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆแก้ธาตุไม่ปกติ

3. ราก ขับพยาธิ

4. เปลือกราก แก้อาการไอ หืด

5. กิ่งหม่อน รักษาโรคปวดข้อ โดยเฉพาะบริเวณบ่าและแขน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 9 มะเขือพวง

ชื่อไทย มะเขือพวง

ชื่อพื้นเมือง มะเขือพวง (กลาง) มะแคว้งกุลา (เหนือ) หมากแข้ง (อีสาน)

มะเขือละคร (โคราช) เขือน้อย เขือพวง ลูกแว้ง เขือเทศ (ใต้)

มะแว้งช้าง (สงขลา)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum indicum Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มยืนต้น ทรงพุ่มสูงกว่า 1 เมตรขึ้นไปถึง 2 เมตร มีผล

ออกรวมกันเป็นกลุ่มหลายๆผล อยู่บนช่อเดียวกัน มีดอกขนาด

เล็ก กลีบดอกสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลือง ผลกลมขนาดเล็ก

เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านผลยาว อยู่

รวมกันเป็นช่อกลม ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาเหนียว ผลแก่

เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อสุกเป็นสีแสดแดง ภายในผลมีเมล็ด

มากมาย

ส่วนที่ใช้เป็นยา ผล

สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้ผลสด 5-10 ผลโขลกให้พอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือ

เล็กน้อยใช้จิบบ่อยๆ หรือจะใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและ เนื้อ สำหรับระงับอาการไอและขับเสมหะ

3. ไม้ล้มลุก

 

 

 

 

ภาพที่ 10 ขมิ้น

ชื่อไทย ขมิ้น

ชื่อพื้นเมือง ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง) ขี้มิ้น (ใต้)

ตายอ (กะเหรี่ยง - กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง- แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มีลำต้นใต้ดิน เรียกส่วนที่เป็นลำต้นว่าเหง้า ลำต้นส่วนที่เหนือ

ดินมีความสูง ประมาณ 1 เมตร ใบมีขนาดยาว 2 – 3ฟุต

ปลายใบมน ใบมีสีเขียว ดอกมีสีขาวแกมเหลือง มักขึ้นรวมกันอยู่

เป็นกอ ๆ เหง้าจะมีเนื้อสีเหลืองจัด เจริญในดินปนทรายให้เหง้า

มากกว่าปลูกในดินธรรมดา เจริญได้ดีในฤดูฝน

ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้า

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. เมื่อถูกยุงกัด จะรู้สึกคันและมีตุ่มขึ้น บริเวณที่ถูกยุงกัด ให้นำ

เหง้าขมิ้นมาขูดเอาเนื้อขมิ้นทาบริเวณที่ถูกกัด จะทำให้หาย

คัน และตุ่มจะยุบหายไป

2. นำผงเหง้าขมิ้นมาผสมกับน้ำฝน คนให้เข้ากัน ใช้ทาบริเวณที่

เป็นกลากเกลื้อนเช้าและเย็น

3. เอาผงเหง้าขมิ้นมาละลายน้ำ ใช้ทาบริเวณที่ถูกยุงกัดบ่อย

4. ผสมเหง้าขมิ้นกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอน กินครั้งละ 3-5 เม็ด วันละ 4 ครั้ง

5. นำเหง้าขมิ้นขนาดพอสมควรมาล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ เจือน้ำสุกเท่าตัว กินครั้งละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง อาจเติมเกลือเล็กน้อย เพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น ใช้รักษาอาการท้องร่วง

6. ผสมผงเหง้าขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆและคนไปเรื่อยๆ จนน้ำมันกลายเป็นสีเหลือง ใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผลหรือจะใช้ขมิ้นที่ล้างให้สะอาดแล้วมาตำจนละเอียดคั้นเอาน้ำใส่แผลสดก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 11 กล้วยน้ำว้า

ชื่อไทย กล้วยน้ำว้า

ชื่อพื้นเมือง กล้วยใต้(เชียงใหม่ , เชียงราย) กล้วยตานีอ่อง (อุบลราชธานี)

กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (ABB group) ‘Nam Wa’

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มีลำต้นสูงไม่เกิน 3.5 ม. เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 15 ซม.

กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวอ่อน มีปื้นดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียวอ่อน ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับรูปไข่ค่อนข้างป้อม ม้วนงอขึ้น ปลายป้านด้านบนสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงเข้ม เครือหนึ่งมี 7-10 หวี หวีหนึ่งมี 10-16 ผลผลกว้าง 3-5 ซม ยาว 11-13 ซม มีเหลี่ยมก้านผลสั้นมีความยาวใกล้เคียงกัน เปลือกหนาเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล เนื้อสีขาว รสหวาน

ส่วนที่ใช้เป็นยา ผล

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. หั่นผลกล้วยดิบเป็นชิ้นบาง ๆ ผึ่งให้แห้ง และบดให้ละเอียด

จนเป็นแป้งใส่ขวดโหลไว้ เวลาปวดท้องเนื่องจากโรค

กระเพาะอาหาร เอาผงกล้วยน้ำว้า 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในถ้วย

และเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมและคนให้ทั่วกินวันละ 4 ครั้ง

ก่อนอาหารและก่อนนอน

2. ใช้เนื้อกล้วยห่ามกินสด หรือใช้ผงกล้วยน้ำว้าดิบกินรักษาอาการท้องอืด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 12 กระเทียม

ชื่อไทย กระเทียม

ชื่อพื้นเมือง หอมเทียม (เหนือ) หัวเทียม (ใต้)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium Sativum Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นพืชล้มลุกมีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า หัว หัวมีกลีบย่อยหลายกลีบ

ติดกันแน่นเนื้อสีขาวมีกลิ่นฉุนการปลูกจะใช้กลีบกระเทียมเป็นพันธุ์ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดีกระเทียมจะลงหัวในช่วงที่มีอากาศหนาว ดังนั้นจึงปลูกได้ดีเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ

ประเทศไทย

ส่วนที่ใช้เป็นยา หัว

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. นำใบมีดสะอาดขูดผิวหนังส่วนที่เป็นเกลื้อน และฝานหัว

กระเทียมทาถูลงไปทำอย่างนี้ เช้า – เย็น ติดต่อกัน

ประมาณ 10 วัน

2. ฝานหัวกระเทียมทาบริเวณที่เป็นกลาก เช่นเดียวกับข้อ 1

3. ปอกหัวกระเทียมเอาเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ หั่นซอยให้ละเอียดกินหลังอาหารทุกมื้อ สำหรับรักษาอาการ

จุกเสียดแน่น อืดเฟ้อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 13 ขิง

ชื่อไทย ขิง

ชื่อพื้นเมือง ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่)

สะเอ (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Rosscoc

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชอบสภาพดินปลูกที่ร่วนซุย ระบายน้ำดี ขยายพันธุ์โดยใช้

ท่อนพันธุ์แง่งขิง ตัดขนาดให้มี 1-3 ตาเมื่อเจริญเติบโตครบ

6 เดือน สามารถขุดขายเป็นขิงอ่อนได้ และเมื่อครบ 10 - 12

เดือน สามารถขุดขายเป็นขิงแก่ได้ โดยสังเกตเมื่อขิงแก่จะเริ่ม

ทิ้งใบโทรมลง แต่ลำต้นสะสมอาหารใต้ดินยังอยู่ในสภาพที่

สมบูรณ์

ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้า

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้เหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือ ทุบให้แตก ต้มเอาน้ำดื่มรักษา

อาการท้องอืด จุกเสียด ปวดท้อง และคลื่นไส้อาเจียน

2. ฝนเหง้ากับน้ำมะนาว ผสมเกลือเล็กน้อยใช้กวาดคอหรือจิบ

บ่อยๆ ระงับอาการไอและขับเสมหะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 14 ข่า

ชื่อไทย ข่า

ชื่อพื้นเมือง กฎกกโรห์นี (กลาง) ข่าหยวก ข่าหลวง (เหนือ)

เสะเออเดย สะเอเชย (กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Languas galangal Linnaeus Stuntz

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นก้านกลมแข็ง ใบสีเขียวแข็งหนา มีดอก

จากกอขึ้นไปเป็นช่อใหญ่สี ขาวประสีม่วงแดง ลูกกลม

ขนาดลูกหว้า ลงหัวเป็นปล้องๆ แง่งยาว มีสีขาวอวบ

ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้า

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้เหง้าขนาดเท่าหัวแม่มือ ถ้าเป็นเหง้าสดจะหนักประมาณ

5 กรัม ถ้าแห้งหนักประมาร 2 กรัม ทุบให้แตกต้มเอาน้ำดื่ม

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง

2. เอาเหง้าข่าแก่ๆ มาล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบาง ๆ หรือทุบ

พอแตก นำไปแช่ในเหล้าโรงทิ้งค้างคืน 1 คืน ทำความ

สะอาดขัดถูผิวหนัง บริเวณที่เป็นกลากหรือเกลื้อนจนแดง

และแสบเล็กน้อย แล้วอาข่าที่แช่ไว้ ทาบริเวณนั้น จะรู้สึก

แสบๆ เย็น ๆ ใช้ทาเช้าและเย็น หลังอาบน้ำทุกวันติดต่อกัน

ประมาณ 2 สัปดาห์ กลากเกลื้อนจะจางหายไปเมื่อหายแล้ว

ควรทาต่อไปอีก 1 สัปดาห์ และต้มเสื้อผ้าทุกชิ้น เพื่อให้

หายขาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 15 ว่านหางจระเข้

ชื่อไทย ว่านหางจระเข้

ชื่อพื้นเมือง หางตะเข้ (กลาง) ว่านไฟไหม้ (เหนือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe barbadensis Mills

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุก สูง 0.5 -1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยว เรียงรอบ

ต้น กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 30-80 เซนติเมตร อวบน้ำมาก

สีเขียวอ่อน หรือเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางสี

เหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอกช่อ ดอกยาว50-100 เซนติเมตร

ออกจาดกลางต้น ดอกย่อยเป็นหลอดห้อยลง สีส้ม บานจากล่าง

ขึ้นบน แตกได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. นำใบมาล้างให้สะอาด โดยเฉพาะตรงรอยตัด ต้องล้างยาง

ออกให้หมดปอกเปลือกทางด้านโค้งออก โดยระวังไม่ให้มือ ถูกชิ้นวุ้น ใช้มีดสับวุ้น และขูดวุ้นออกใส่ถ้วยที่สะอาด นำ น้ำเมือกที่ได้จากวุ้นไปใช้ทางรักษาแผลเรื้อรัง แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฝี และแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

2. ใช้วุ้นแปะแผลในปากหรือแผลที่ริมฝีปากบ่อยๆแผลจะหาย

เร็วขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 16 ตะไคร้

ชื่อไทย ตะไคร้

ชื่อพื้นเมือง คาหอม (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ไคร(ใต้) จะไคร(เหนือ)

หัวสิงไค(เขมร-ปราจีนบุรี) เซิดเกรย เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cybopogon Sitratus De Candolle Stapf

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง ๐.๗๕ - ๑.๒ เมตร แตกเป็นกอเหง้า

ใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ข้อและปล้องสั้นมาก กาบใบสีขาวนวล

หรือขาวปนม่วง ยาวและหนาหุ้มข้อและปล้องไว้แน่น ใบ

เดี่ยวเรียงสลับ กว้าง ๑-๒ ซม. ยาว ๗๐-๑๐๐ ซม. แผ่นใบและ

ขอบใบสากและคม ออกดอกยาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา ต้นและราก

สรรพคุณและวิธีใช้ นำตะไคร้ทั้งต้นและรากมา 5 ต้น สับให้เป็นท่อนต้มกับน้ำ 3

ส่วนและเกลือเล็กน้อย ต้มให้เหลือ 1 ส่วน กินครั้งละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 3 วัน สำหรับรักษาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และจุกเสียดแน่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 17 กระเจี๊ยบแดง

ชื่อไทย กระเจี๊ยบแดง

ชื่อพื้นเมือง ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง สมตะเลงเครง ส้มปู กระเจี๊ยบเปรี้ยว

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdarffa Linnaeus

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พืชล้มลุก เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง1-2 เมตร ลำต้นมีสีแดง อมม่วง ริ้วประดับ และกลีบเลี้ยงอวบน้ำ สีแดง รับประทานได้ ใบขอบเว้าลึก 3 หยัก มีหลายรู)แบบ มักแยกเป็นแฉก รูปหอก ปลายแหลม มีขน หูใบรูปยาวแคบ ร่วงง่าย ดอกมีสีเหลืองอ่อนหรือชมพูอ่อน โคนกลีบสีแดง มี 8-12กลีบ ผลรูปไข่ ปลายแหลมยาว 2.5 เซนติเมตร มีจงอยสั้นๆ มีขนหยาบสีเหลืองคุม เมล็ด สีดำรูปไต

ส่วนที่ใช้เป็นยา กลีบดอก ดอก

สรรพคุณและวิธีใช้ ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ละลายเสมหะ ขับเมือกใน

ลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ไอ ทำให้สดชื่น ลดไข้ ขับน้ำดี แก้พยาธิตัวจี๊ด

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 18 ฟ้าทะลายโจร

ชื่อไทย ฟ้าทะลายโจร

ชื่อพื้นเมือง คีปังฮี น้ำลายพังพอน ฟ้าทะลาย หญ้ากันงู สามสิบดี คีปังฮี

ซีปังกี ชวนซินเหลียน ซวงซิมไน้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุกฤดูเดียว สูง30-60 เซนติเมตร ลำต้นตรงกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปใบหอก กว้าง1-2.5เซนติเมตร ยาว 4-10 เซนติเมตร คนใบและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 2-8 มิลลิเมตร ดอกช่อแยกแขนงออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาวเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบน 2 กลีบ ปากล่าง 3 กลีบ ซึ่ง 2 ข้างมีแถบสีม่วงแดง และกลีบกลางมีแต้มสีม่วงตรงกลางกลีบ ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอก ยาวได้ 2 เซนติเมตร เมล็ดประมาณ 6 เมล็ดต่อช่อง รูปไข่สีน้ำตาล

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ ต้น

สรรพคุณและวิธีใช้ รักษาโรคอุจจาระร่วง และบิด แก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน แก้ไข้ ป้องกันหวัด มีฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 19 ไพล

ชื่อไทย ไพล

ชื่อพื้นเมือง ปูลอย ปูเลย (เหนือ) ว่านไฟ (กลาง) มิ้นสะล่าง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber cassumunar Roxburgh

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุกสูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาล

แกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียวมีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อ

หรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้ม

ซ้อนกันใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง

3.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 18-35 เซนติเมตร ดอกช่อ แทงจากเหง้า

ใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม

ส่วนที่ใช้เป็นยา เหง้า

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. ใช้เหง้าไพลสดหนัก 60 กรัม เกลือเม็ด 7 เม็ด การบูรหนัก 15

กรัม นำมาผสมกัน แล้วตำให้ละเอียด เติมเหล้าโรง 3-4

ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ เสร็จ

แล้วนำมาผิงบนฝาละมีหรือละมัง ตั้งบนไฟให้ร้อน ประคบ

บริเวณที่ปวดเมื่อย 3-4 ครั้ง จะช่วยให้หานเคล็ดขัดยอก

นำเหง้าไพลสดมาฝนทาบริเวณฟกช้ำบวม หรือเคล็ด

ขัดยอกได้

 

 

 

4. ไม้เลื้อยหรือไม้เถา

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 20 ใบบัวบก

ชื่อไทย บัวบก

ชื่อพื้นเมือง ผักแว่น (ใต้) ผักหนอก (เหนือ)

ปะหนะเอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง- แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica Linaeus Urban

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อยตามพื้นดิน ใบเป็นรูปไต ขอบใบหยัก ก้านใบยาว

ส่วนที่ใช้เป็นยา ต้นและใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. นำต้นและใบบัวบกมาตำให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณที่เป็น

แผลจะทำให้หายสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

2. นำต้นและใบสดมาคั้นเป็นน้ำใบบัวบก เป็นยาแก้ช้ำใน บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 21 ตำลึง

ชื่อไทย ตำลึง

ชื่อพื้นเมือง ผักแคบ(เหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง- แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis Linnaeus Voigt

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เถาขนาดกลางมือเกาะเดี่ยว ใบเดี่ยว รูปหัวใจ

เว้าเล็กน้อย สีเขียวเข้ม ดอกเดี่ยว สีขาว ผลกลม เหมือนแตงกวา

แต่เล็กกว่ามาก สีเขียวลายขาว เมื่อสุกสีแดงแสด ปลูกเป็นผัก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบ

สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำทาแก้พิษแมลงสัตว์กัด ต่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพที่ 22 กวาวเครือขาว

ชื่อไทย กวาวเครือขาว

ชื่อพื้นเมือง กวาวเครือขาว (เหนือ) ทองเครือ ตามจอมทอง (ชุมพร) กวาวเครือ

กวาว ทองเครือ จานเครือ โพะตะกู ตานเคือ ตานเครือ กวาวเครือ ทองกวาว กวาวหัว (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pueraria candollei Grah.ex Benth var. mirifica

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เถาจะเจริญเติบโตพันหรือยึด

เกาะกับต้นไม้ใหญ่ ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ขนาดใหญ่ รูปไข่กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร มีสีเขียว คล้ายกับใบถั่วคล้าดอกเป็นดอกเดี่ยวมีขนาดใหญ่ คล้ายกับดอกแค สีน้ำเงินอมม่วง จะออกดอกเมื่อต้นมีอายุมาก ๆ ผลเป็นฝักแบนมี 2 ชนิด ชนิดหัวขาว หัวแดง หัวแดงมีพิษมาก ไม่นิยมใช้ทำยาทั้งสองชนิดกินมากจะมีพิษ เกิดตามป่าดงดิบเขาสูง มีมากในภาคเหนือ หัวใต้ดินมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-25 เซนติเมตร มีรูปร่างคล้ายหัวมันแกว

ส่วนที่ใช้เป็นยา หัว เปลือกเถา

สรรพคุณและวิธีใช้ 1. หัวบำรุงกำลังบำรุงเนื้อให้เต่งตึงขึ้น บำรุงสุขภาพให้สมบูรณ์

บำรุงความกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้หน้าอกโต ทำให้

เส้นผมที่หงอกกับดำ และเพิ่มเส้นผม แก้โรคตาฟาง

ต้อกระจก ความจำดี ช่วยให้กินได้ นอนหลับ

2. เปลือกเถา นำมาใช้เป็นยาแก้พิษงู

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 133 คน กำลังออนไลน์