ประวัติศาสตร์กาบอง

 

           สาธารณรัฐกาบอง (Gabonese Republic) หรือ กาบอง (Gabon) เป็นประเทศในตอนกลางของภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับอิเควทอเรียลกินี แคเมอรูน สาธารณรัฐคองโก และอ่าวกินี

กาบองปกครองโดยประธานาธิบดีที่สถาปนาตนเองขึ้นสู่อำนาจนับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2503 กาบองได้นำระบบหลายพรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญใหม่มาใช้ในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ที่ทำให้เกิดกระบวนการการเลือกตั้งที่โปร่งใสยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ กาบองมีจำนวนประชากรไม่มาก แต่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนเอกชนต่างชาติ ทำให้กาบองกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคนี้

การเมืองการปกครอง
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

กาบองมีระบอบ การปกครองแบบสาธารณรัฐ และเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวัน ตก มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะ รัฐมนตรีโดยการหารือกับประธานาธิบดี ในปี 2533 กาบองเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเมืองหลายพรรค รัฐสภาของกาบองเป็นระบบสภาคู่ โดยสภาผู้แทนจำนวน 120 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี ในส่วนของวุฒิสภาจำนวน 91 ที่นั่ง (ตั้งขึ้นในปี 2538) เลือกจากสมาชิกสภาท้องถิ่น และอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี

เดิมดินแดน กาบองเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส ในปี 2501 กาบองได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง และได้ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2504 โดยมีนาย Leon M’ba เป็นประธานาธิบดีคนแรก ในปี 2507 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น แต่ด้วยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส นาย Leon M’ba ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตามเดิมจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2510

นาย Albert-Bernard Bongo (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Omar Bongo Ondimba) รองประธานาธิบดี ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสให้เข้ารับตำแหน่งแทน และจัดตั้งระบบการปกครองแบบพรรคการเมืองเดียว โดยมีพรรค Parti democratique gabonais (PDG) เป็นพรรครัฐบาล โดยประธานาธิบดี Bongo ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งซ้ำในปี 2516 ปี 2522 และปี 2529 โดยไม่มีคู่แข่ง

ในปี 2533 ภายใต้แรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศ รัฐบาลกาบองได้จัดให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเป็นระบบการเมืองแบบหลายพรรค อย่างไรก็ตาม พรรค PDG ของประธานาธิบดี ยังคงได้รับเสียงข้างมากในสภาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีขึ้นในปี 2536 นาย Bongo ยังคงได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งซ้ำในปี 2541

ในปี 2540 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มระยะเวลาให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่ง
จากเดิมวาระละ 5 ปี เป็นวาระละ 7 ปี และมีการแต่งตั้งตำแหน่งรองประธานาธิบดีขึ้นมาอีกครั้ง และในปี 2546 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งโดยยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของ ประธานาธิบดี ซึ่งทำให้นาย Bongo มีสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และชนะการเลือกตั้ง โดยนับเป็นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 6 และถือเป็นประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในแอฟริกา

อนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2555 ซึ่งนาย Bongo จะมีอายุ 77 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่านาย Bongo จะดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะเสียชีวิต หรือว่าจะแต่งตั้งทายาททางการเมืองสืบอำนาจแทน ทั้งนี้ โดยเฉพาะนาย Ali Bongo บุตรชายซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลปัจจุบัน

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในอดีต กาบองดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยเอนเอียงไปทางฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะกับฝรั่งเศส โดยมีความร่วมมือทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ในด้านการทหาร ฝรั่งเศสได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคมาให้การฝึกอบรมการใช้อาวุธสมัยใหม่ มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดทหารซึ่งสอนโดยทหารฝรั่งเศส ปัจจุบันยังมีกองกำลังทหารฝรั่งเศสประมาณ 3-4 พันคนประจำการอยู่เพื่อดูแลผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ กาบองกับฝรั่งเศสได้มีข้อตกลงทางด้านการค้า การลงทุน การบินและอุตสาหกรรม อาทิ
ในปี 2548 ฝรั่งเศสได้สัมปทานสร้างทางรถไฟสาย “Trans-Gabon” ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกาบองอีกด้วย

อย่างไรก็ดี กาบองได้พยายามลดการพึ่งพิงฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเดิม และขยายความสัมพันธ์กับมิตรประเทศอื่น ๆ อาทิ จีน บราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย เพื่อขอรับการช่วยเหลือด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและที่มิใช่น้ำมัน (oil and non-oil sectors) ของประเทศ ปัจจุบัน กาบองดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ความ สัมพันธ์ระหว่างกาบองกับจีนมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นโดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2547 ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในลักษณะ State Visit โดยผู้นำของประเทศทั้งสอง ในการเยือนกาบองของประธานาธิบดีหูจินเท่าของจีน ได้มีการลงนามความตกลงระหว่าง China Petroleum and Chemical Corporation Refinery กับ Gabon and France’s Total Gabon ซึ่งจะรับประกันการส่งน้ำมันกาบองไปยังประเทศจีนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ มีรายงานว่า จีนกำลังก่อสร้างตึกรัฐสภาแห่งใหม่ ศูนย์มัลติมีเดีย และท่าเรือในกาบองอีกด้วย การเยือนดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนทางการค้าและการ พัฒนาของกาบอง

ความสัมพันธ์ระหว่างกาบองกับสหรัฐฯ มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีกาบองเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในลักษณะ State Visit เมื่อเดือนพฤษภาคม 2547 และผู้บังคับบัญชาการทหารระดับสูงของสหรัฐฯ เยือนกาบองในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เพื่อหารือประเด็นความมั่นคง น้ำมัน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกาบองในฐานะประเทศยุทธศาสตร์ในแอฟริกา ตะวันตกของสหรัฐฯ

กาบองเป็นประเทศที่มีบทบาทในองค์การระหว่างประเทศ ต่าง ๆ อาทิ สหประชาชาติ (UN) สหภาพแอฟริกา (AU) กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) องค์การการประชุมอิสลาม (OIC) และประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกา (ECA) เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2549 กาบองได้ร่วมกับองค์กรอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) โครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) จัดการประชุมระดับอนุภูมิภาคเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด นกในทวีปแอฟริกาตะวันตกขึ้นที่กรุงลีเบรอวิล ประเทศกาบอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานความพยายามในการหยุดการแพร่ระบาดและหามาตรการ ป้องกันเชื้อไข้หวัดนกในแอฟริกาตะวันตก

กาบองมีข้อพิพาททางดินแดนกับ อิเควทอเรียลกินี โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ 3 เกาะ คือ Mbanie Cocotier และ Conga ซึ่งเชื่อกันว่ามีน้ำมันอยู่มาก เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2549 ประธานาธิบดีกาบอง และประธานาธิบดีอิเควทอเรียลกินี ได้ตกลงที่จะจัดทำความตกลงเพื่อยุติข้อขัดแย้งการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ ดังกล่าว โดยมีนาย Kofi Annan เลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้ไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยังไม่สิ้นสุด แม้กาบองจะเสนอให้มีการแบ่งสรรการใช้ทรัพยากรจากเกาะดังกล่าว

เศรษฐกิจการค้า
สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไป

 

กาบองเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยเนื่องมาจากน้ำมัน โดยเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับที่ 27 ของโลก ในปี 2546 กาบองมีรายได้ต่อหัวสูงถึง 6, 397 ดอลลาร์สหรัฐฯ เศรษฐกิจของกาบองพึ่งพาการส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมเป็นสินค้าหลัก โดยร้อยละ 81 ของรายได้ประชาชาติมาจากการส่งออกน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจกาบองโดย เฉพาะระหว่างวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2523 และในปี 2541 อนึ่ง กาบองได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) ในปี 2538 เนื่องจากต้องการผลิตน้ำมันเกินโควต้าที่ OPEC กำหนด ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจของกาบองดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้น

แม้ว่ากาบองจะถือ เป็นประเทศร่ำรวย แต่ก็ยังประสบปัญหาภาระหนี้สินระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส ธนาคารโลก และ IMF โดยมีพันธะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF ในการเร่งรัดการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การเปิดเสรีทางการค้า และเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้น้ำมัน เพื่อลดปัญหาการว่างงาน

นโยบายหลักของรัฐบาล คือการพยายามดำเนินการตามเงื่อนไขของ IMF เพื่อให้สามารถได้รับการสนับสนุน และหวังจะได้รับการผ่อนปรนระยะเวลาชำระหนี้จากกลุ่มประเทศ G7 รัฐบาลพยายามลดการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับการผลิตแมงกานีส การกลั่นน้ำมัน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ การก่อสร้าง และการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามคำแนะนำของ IMF โดยได้ประกาศปฏิรูปภาคป่าไม้ (timber) เป็นต้น

เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2548 รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเพื่อให้สามารถดำเนินตามแผนปฏิบัติการสามปีในกรอบของ IMF อาทิ การเปิดประมูล Gabon Telecom การปรับโครงสร้างไปรษณีย์กาบอง และการก่อตั้ง Air Gabon International แทน Air Gabon ซึ่งอยู่ในสภาพย่ำแย่ การสร้างความโปร่งใสให้กับภาคน้ำมันและการขุดเจาะแร่ธาตุ นอกจากนี้ โดยที่มีการประเมินกันว่า การผลิตน้ำมันของกาบองจะหมดลงภายในปี 2555 หากไม่มีการสำรวจบ่อน้ำมันใหม่ ๆ รัฐบาลจึงได้พยายามพัฒนาการสำรวจน้ำมันเพิ่มเติมโดยการดึงดูดการลงทุน ในสาขาพลังงาน (energy sector) โดยมีการปรับระบบกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ อาทิ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

กาบอง ประสบปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก รวมทั้งปัญหาด้านสาธารณสุข
ของ กาบองยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร อัตราโรงพยาบาลและแพทย์ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย โรคที่ระบาดมากได้แก่มาลาเรีย และเอดส์ ทั้งนี้ กาบองยังมีอัตราการแพร่กระจายของโรคเอดส์สูงถึงร้อยละ 8.1 (พ.ศ. 2546) และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 คน (พ.ศ. 2546)

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐกาบอง
ความสัมพันธ์ทั่วไป
ความสัมพันธ์ด้านการเมือง
ประเทศไทย กับกาบองได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2519 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ มีเขตอาณาครอบคลุมกาบอง และฝ่ายกาบองได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตกาบองประจำกรุงโซล มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน คือ นาย Jean-Pierre SOLE-EMANE กาบองได้แต่งตั้งให้นายทวีเกียรติ นาโคศิริ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์กาบองประจำประเทศไทย

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2544 - 2548) การค้าระหว่างไทยกับกาบองมีมูลค่าเฉลี่ย 44.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณการค้าระหว่างประเทศทั้งสองมีปริมาณไม่มากนัก และมีความผันผวนมากในแต่ละปี ที่ผ่านมาไทยเสียดุลการกับกาบอง ในปี 2549 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกาบองจำนวน 9,506 ล้านบาท ไทยส่งออกไปกาบองมูลค่า 998.5 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากกาบองถึง 8,507.5 ล้านบาท สินค้าที่ไทยส่งออกไปกาบอง 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. ข้าว 2. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3. เคหะสิ่งทอ 4. เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 5. ผลิตภัณฑ์พลาสติก 6. เสื้อผ้าสำเร็จรูป 7. ผ้าผืน 8. อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 9. กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 10. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากกาบอง 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. น้ำมันดิบ 2. ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ 3. พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช 4. เคมีภัณฑ์ 5.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 6. เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 7. แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ 8. กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ 9. เครื่องจักรและส่วนประกอบ 10. เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์การทดสอบ


ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม

ไทยให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียและยาต้านโรค เอดส์แก่ประเทศในแอฟริกา โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขไปประเทศบูร์กินาฟาโซ แกมเบีย เซเนกัล กาบอง และมาลี เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย โดยในกาบอง ดำเนินการระหว่างวันที่ 2-8 กันยายน
ปี 2549

ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย
- ความตกลงแม่บทว่าด้วยความร่วมมือ (ลงนามเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2529)

การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายไทย
รัฐบาล
ร้อย ตรีประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 16 – 19 มีนาคม 2529 เดินทางไปเยือนกาบอง
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี
- วันที่ 22-24 สิงหาคม 2549 เยือนกาบองอย่างเป็นทางการ

ฝ่ายกาบอง
รัฐบาล
Omar Bongo Ondimba ประธานาธิบดี
- ปี 2527 เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working visit
- วันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2528 เยือนไทยเป็นการส่วนตัวโดยได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2528
- วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2546 เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวพร้อมภริยา
- วันที่ 10 – 15 ตุลาคม 2546 เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวพร้อมภริยา
- วันที่ 30 เมษายน 2549 ถึง 6 พฤษภาคม 2549 เดินทางเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนตัว พร้อมด้วยภริยา และนาย Jean Ping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
Edith Lucie Bongo Ondimba ภริยาประธานาธิบดี
- วันที่ 8-14 กรกฎาคม 2547 เข้าร่วมการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 15
Jean Ping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- วันที่ 16 - 20 เมษายน 2548 เดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมภริยา


รูปแบบการปกครอง ระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
สถาบัน การเมือง มีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและเป็นผู้แต่งตั้งนายก รัฐมนตรี
ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 7 ปี นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีโดยได้รับคำแนะนำจากประธานาธิบดี
ฝ่ายนิติบัญญัติ ระบบสองสภา (bicameral) โดยวุฒิสภา มำจำนวนที่นั่ง 91 ที่นั่ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี (ตั้งขึ้นในปี 2538) เลือกจากสมาชิกสภาท้องถิ่น สมาชิกสภานิติบัญญัติ จำนวน 120 ที่นั่ง ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ฝ่าย ตุลาการ ศาลฏีกา
ประมุขแห่ง รัฐ/ผู้นำรัฐบาล นาย El Hadj Omar Bongo Ondimba ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2510 โดยได้รับเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2548 เป็นการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 6
หัวหน้า รัฐบาล นาย Minister Jean Eyeghe NDONG (ตั้งแต่ 20 มกราคม 2549)
รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Jean PING
วันชาติ 12 มีนาคม วันที่ก่อตั้งพรรค Gabonese Democratic Party (PDG)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 9.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2549)
อัตราความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.9 (2549)
รายได้ประชาชาติต่อหัว n/a
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ปิโตรเลียม แก๊สธรรมชาติ เพชร ไนโอเบียม (niobium) แมงกานีส ยูเรเนียม ทองคำ ไม้ แร่เหล็ก และพลังงานน้ำ
ผลิตภัณฑ์ทาง การเกาตรที่สำคัญ โกโก้ กาแฟ น้ำตาล น้ำมันปาล์ม ยางพารา โคกระบือ ไม้เนื้ออ่อน (Okoume) และปลา
อุตสาหกรรม ที่สำคัญ การสกัดปิโตรเลียม เหมืองแร่แมงกานีส ทอง เคมีภัณฑ์ การซ่อมเรือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ซีเมนต์ ไม้ซุงและไม่อัด
หนี้สินต่างประเทศ 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้า 1,151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ (ร้อยละ 75) ไม้ แมงกานีส และยูเรเนียม
สินค้าเข้าที่สำคัญ เครื่องมือและ เครื่องจักร อาหาร เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียมและวัสดุก่อสร้าง
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออก สหรัฐฯ (ร้อยละ 53.5) จีน (ร้อยละ 6.3)ฝรั่งเศส (ร้อยละ 6.4) และ ตรินิแดดและโตบาโก (ร้อยละ 4)
นำเข้า ฝรั่งเศส (ร้อยละ 40.6) สหรัฐฯ (ร้อยละ 6.4) แคเมอรูน (ร้อยละ 4.2)
หน่วยเงินตรา เงินฟรังก์เซฟา (Communaute Financiere Africaine Franc) (XAF)
อัตราแลกเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน 522.4 เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 26 คน กำลังออนไลน์