อารยธรรมอินเดียโบราณ:สมัยพระเวท

รูปภาพของ sss27531

 

อารยธรรมอินเดียโบราณ

Ancient India Civilization

 
ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก  http://images.north40commerce.com/TheAncientWeb/pop/9788854401679.jpg 

    

  

 

สมัยพระเวท

       ในทางการเมือง พวกอินโดอารยันอยู่กันเป็นหมู่(Tribe) มีหัวหน้าหมู่ทำหน้าที่เป็นผู้นำ การปกครองเป็นไปในลักษณะพ่อบ้านปกครองลูกบ้าน(Patriarchal) เมื่อเวลาผ่านไปความจำเป็นที่จะต้องมีผู้คุ้มครองหมู่ที่มีความสามารถมีมากขึ้น จึงมีการเลือกผู้ที่เข้มแข็งและสามารถขึ้นเป็นหัวหน้า หัวหน้าที่ได้รับเลือกจะเริ่มได้รับอภิสิทธิ์ในรูปการปกครองระบอบกษัตริย์ทีลละเล็กละน้อย แต่ละหมู่จะมีสภาของหมู่ทำหน้าที่ช่วยหัวหน้าหมูปกครอง เรียกว่า สภา(Sabha) และ สมิติ(Samiti)

      สภา คือที่ประชุมของผู้อาวุโส (บางทรรศนะอ้างว่าเป็นที่ประชุมของเผ่า) จากฤคเวทระบุว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมในสภา และสภาทำหน้าที่เป็นศาลสถิตยุติธรรมด้วย(Majumdar,1976: 29)ในระยะแรกที่อารยันเข้ามาสู่อนุทวีปนั้น ดูเหมือนว่าราชาจะมีอำนาจค่อนข้างจำกัด คือมีอำนาจเฉพาะในเผ่าของตนเผ่าเดียว ในเผ่าของตนก็ยังถูกจำกัดอำนาจโดยองค์กรทางการเมืองของเผ่าดังที่กล่าวข้างต้น ดูเหมือนว่าจะมีหน้าที่หลักคือเป็นผู้นำในการรบ แต่การจะทำการรบนั้นน่าจะเป็นมติของสมิติ

      สมิติ คือที่ประชุมของเผ่า ชนชั้นปกครอง ประชาชนธรรมดาต่างก็มีสิทธิมีเสียงในที่ประชุมนี้เหมือนกัน และเป็นที่ซึ่งกำหนดนโยบายหรือมติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ของเผ่า

      สภาทั้งสองทำหน้าที่เป็นรัฐบาลปกครองกรณีหลังนี้มีอยู่น้อย โดยทั่วไปแล้วหน่วยทางการเมืองคือ หมู่ที่มีกษัตริย์ปกครอง
 หมู่นี้คือ อารณาจักรเล็กๆ(tribal Kingdoms) มีประมุขคือ กษัตริย์ผู้มีอำนาจพิเศษ

       กษัตริย์ในยุคพระเวทมีหน้าที่สำคัญประการแรกคือ เป็นผู้นำทัพ ความเชี่ยวชาญในการสงครามและความสามารถในการปกครอง ฃให้ความปลอดภัยแก่หมู่ เป็นเครื่องประกันความมั่นคงให้แก่ตำแหน่ง กษัตริย์ได้รับบรณาการเป็นสิ่งของ ตามความสมัครใจของราษฎรใหนมุ๋ ไม่มีการเรียกส่วยอากร ไม่มีสิทธิ์เหนือที่ดินใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่จะได้รับคือ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการปล้นสะดมหมู่อื่นหรือจากเชลยที่แพ้สงคราม ในทางศาสนาบทบาทของกษัตริย์ในชั้นต้นมีน้อย พระหรือนักบวชทำหน้าที่ส่วนใหญ่ แต่ภายหลังฐานะทางศาสนาของกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป สืบเนื่องมาจากความคิดที่ยกย่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพ (ตำนานเก่าๆเล่าถึงเรื่องเทพเจ้ากับปิศาจวิวาทกันจนกลายเป็นศึกสงคราม ฝ่ายเทพเจ้ากำลังจะแพ้ ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเลือกกษัตริย์เป็นผู้นำในหมู่ตน และมีชัยชนะต่อปิศาจร้าย กษัตริยที่กล่าวนี้ไปไม่เพียงแต่รับเลือกจากเทพเจ้า แต่ยังได้รับอำนาจบางประการมาด้วย และโดยเหตุนี้กษัตริย์ในหมู่มนุษย์จึงเป็นที่ยกย่องว่ามี่คุณสมบัติบางประการเยี่ยงเทพเจ้า) ดังนั้นจึงเกิดมีพิธีกรรมต่างๆขึ้นเพื่อให้ตำแหน่งกษัตริย์ดูศักสิทธิ์เยี่ยงเทพเจ้า พระเป็นผู้ประกอบพิธี เพราะถือว่าพระเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า และด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์และพราหมณ์จึงเกิดขึ้น เมื่ออำนาจของกษัตริย์มากขึ้นความโน้มเอียงในทางที่ทำให้เป็นตำแหน่งสืบสกุลมีมากขึ้น ฐานะของสภาและสมิติก็เปลี่ยนไป สถาบันทั้งสอง อาจยับยั้งกษัตริย์ได้ แต่อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ผู้เป็นกษัตริย์

 

ภาพจาก http://www.schoyencollection.com/religions_files/ms2174.jpg 

         

แหล่งอ้างอิง ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน.ประวัติศาสตร์ยุคโบราณ.พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ ไทยวัฒนาพานิช จำกัด,2518.

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 20 คน กำลังออนไลน์