สงคราม

   

     
 

 

 

                                                                  การรบเหนือเกาะอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2

                                                                                    Battle of Britain

                                                                

     credit : http://www.thaigoodview.com/files/u31525/1247450613.jpg


       วิหารเซนต์พอล ในกรุงลอนดอน ขณะถูกฝูงบินเยอรมันทิ้งระเบิดใส่กรุงลอนดอน

         ".... นี่คือเวลาที่ชาวอังกฤษทุกคนจะต้องร่วมมือกัน และรวมกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (was united as never before) ทั้งชาย และหญิง จะต้องทุ่มเทกับภารกิจของตัวเอง จนกระทั่งทรุดตัวลงกับพื้น ด้วยความอ่อนล้า จนต้องได้รับการบอกกล่าว ให้กลับบ้านไปพักผ่อน ในขณะเดียวกันบ้านพักของชาวอังกฤษก็จะมีผู้เข้ามาร่วมอยู่อาศัย จากการลี้ภัยสงคราม ความปรารถนาของทุกคน คือ การมีอาวุธ ชาวอังกฤษจะไม่หวั่นต่อการรุกราน เพราะพวกเราทุกคนได้เลือกแล้วว่า จะปราชัยต่อผู้รุกราน หรือ จะสละชีพเพื่อชาติ ...."
เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ

         ภายหลังจากที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองสามารถพิชิตยุโรปตะวันตก เช่น นอรเวย์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสได้ลงอย่างราบคาบแล้ว เขาก็มองไปที่เกาะอังกฤษซึ่งขณะนี้มีเพียงช่องแคบเล็กๆ ขวางกั้นอยู่ระหว่างเมืองคาเล่ย์ (Calais) ของฝรั่งเศสและเมืองโดเวอร์ (Dover) ของอังกฤษ ฮิตเลอร์เริ่มวางแผนที่จะบุกเกาะอังกฤษเป็นขั้นตอนต่อไปสำหรับแผนการครอบครองยุโรปของอาณาจักรไรซ์ที่สามอันยิ่งใหญ่ของเขา โดยมุ่งบุกไปทางตอนใต้ของเกาะภายใต้ชื่อยุทธการ “สิงโตทะเล” (Sealion) หรือ “อุนเทอร์เนเมิน ซีโลว์” (Unternehmen Seelowe) ในภาษาเยอรมัน

         ซึ่งความสำเร็จของยุทธการนี้ จอมพลเรืออีริค เรเดอร์ (Erich Raeder) ผู้บัญชาการกองทัพเรือเยอรมันมองว่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสี่ประการประกอบด้วย ประการที่หนึ่ง คือการทำลายกองทัพอากาศของอังกฤษ (RAF - Royal Air Forces) โดยกองทัพอากาศเยอรมันหรือ “ลุฟวาฟ” (Luftwaffe) เพราะหากกองทัพอากาศอังกฤษยังคงอยู่ จะเป็นภัยคุกคามต่อกองเรือยกพลขึ้นบกของเยอรมันเป็นอย่างมาก ประการที่สอง คือการทำลายกองทัพเรือของราชนาวีอังกฤษบริเวณช่องแคบอังกฤษให้หมดสิ้นจากการเป็นภัยคุกคามกองเรือยกพลขึ้นบกของเยอรมัน ประการที่สาม คือหน่วยป้องกันชายฝั่งของอังกฤษจะต้องถูกทำลายและประการที่สี่คือ การปฏิบัติของเรือดำน้ำอังกฤษในการขัดขวางการยกพลขึ้นบกของเยอรมันจะต้องถูกขัดขวาง

         ภายหลังจากการขจัดภัยคุกคามสี่ประการดังกล่าวแล้ว เรือยกพลขึ้นบกจะลำเลียงทหารเยอรมันจากกองทัพกลุ่ม “เอ” ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส และอยู่ภายใต้การบัญชาการของจอมพล (Field Marshal) เกษียณอายุวัย 66 ปี ผู้มีฝีมืออันน่าเกรงขามที่สุดคนหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกเรียกกลับเข้าประจำการในกองทัพเยอรมันอีกครั้งก่อนสงครามเปิดฉากขึ้นสองปี นั่นคือจอมพลเกิร์ด ฟอน รุนด์ชเท็ดท์ (Gerd Von Rundstedt) กองทัพกลุ่ม “เอ” ประกอบไปด้วยกองทัพที่ 16 และกองทัพที่ 9 และกองพลต่างๆ จำนวน 9 กองพลซึ่งจะเป็นระลอกแรกที่ข้ามช่องแคบเข้าโจมตีเมืองท่าต่างๆ ของอังกฤษพร้อมๆ กัน เช่น เมืองโดเวอร์ อีสท์บอร์น แรมสเกท เวนท์นอร์ และไลม์ เรจิส เป็นต้น โดยใช้กำลังทหารเยอรมันในการบุกเกาะอังกฤษระลอกแรกนั้น เป็นจำนวนทั้งสิ้น 91,000 นาย รถถัง 650 คันและม้าอีกจำนวน 4,500 ตัว

         ภายหลังจากการบุกระลอกแรกของยุทธการ “สิงโตทะเล” แล้ว แผนการในขั้นต่อมาก็คือ กำลังทหารเยอรมันชุดใหญ่ในระลอกที่สองจำนวนกว่า 170,300 นาย ยานยนต์ 34,200 คันและม้าอีกกว่า 57,500 ตัว ซึ่งเป็นกำลังที่จัดจากกองทัพกลุ่ม “บี” ที่นำโดยพลเอกวอลเธอร์ ฟอน ไรซ์ชเนา (Walther Von Reichenau) จะรุกเข้าสู่กรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษทางทิศเหนือ ในขณะที่ทหารพลร่มหรือ “ฟอลชริมเจกอร์ (Fallschirmjager) จำนวน 25,000 นายจะกระโดดร่มลงตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่างๆ ทั่วเกาะอังกฤษ จะเห็นได้ว่าหากยุทธการ “สิงโตทะเล” เกิดขึ้นจริงก็จะเป็นการปฏิบัติการทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การสงครามสมัยใหม่เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามความสำเร็จหรือล้มเหลวของแผนการยุทธในครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการทำลายล้างกองทัพอากาศอังกฤษเป็นประการแรก ซึ่งจะเป็นการทำลายโดยใช้แสนยานุภาพทางอากาศของนาซีเยอรมันในขณะนั้นที่เชื่อว่า “เหนือกว่า” เป็นสิ่งชี้ขาดชัยชนะ

         นอกจากนี้ ความสำเร็จในการบุกข้ามช่องแคบอังกฤษของเยอรมันไม่ได้มีเพียง “เงื่อนไขด้านกำลังรบ” เท่านั้น หากแต่ยังมี “เงื่อนไขด้านเวลา” เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย มจุดยุทธศษจุดยุทธศษสตร์ที่สำคัญบุกเกาะอังกฤษนั้น จะมีจำนวนถึง 91,000 นาย รถถัง 650 คัน ม้า 4500 ตัวก ดดรองผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน เออร์ฮาร์ด มิลช์ (Erhard Milch) ได้เสนอให้บุกเกาะอังกฤษทันที ในขณะที่อังกฤษเพิ่งถอยร่นข้ามช่องแคบอังกฤษกลับไปและทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลไว้ที่เมือง “ดังเคิร์ก” (Dunkrik) ของฝรั่งเศส เพราะแม้ว่าทหารอังกฤษจำนวนนับแสนจะสามารถหนีรอดไปได้ แต่อุปกรณ์ที่ถูกทิ้งไว้ เช่น ยานยนต์ อาวุธและกระสุนก็ส่งผลให้อังกฤษต้องขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ในการป้องกันเกาะอังกฤษอย่างหนัก

         จนบางคนถึงกับกล่าวว่า อังกฤษขาดแคลนแม้กระทั่งกระสุนปืนเล็กยาวสำหรับทหารราบ เพราะทุกอย่างถูกทิ้งไว้ที่ดังเคิร์กนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เออร์ฮาร์ด มิลช์ จึงเขียนในบันทึกของเขาภายหลังจากเดินทางไปยังดังเคิร์กเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ.1940 ว่า “ถ้าคิดจะบุกเกาะอังกฤษ ก็ต้องบุกในห้วงเวลานี้ เพราะอังกฤษขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่างที่จะใช้ต่อต้านเยอรมัน ถ้าเรารอแม้แต่เพียงหนึ่งเดือน ทุกอย่างก็อาจสายเกินไป”

         จริงอย่างที่มิลช์คาดการณ์ไว้ การบุกเกาะอังกฤษล่าช้าไปจากเวลาที่เขาวางแผนไว้ถึงกว่าหนึ่งเดือน ห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงเวลาที่อังกฤษสามารถระดมอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เป็นบางส่วนแล้ว และที่สำคัญคือยุทโธปกรณ์บางส่วนเหล่านั้นก็คือฝูงบินขับไล่สปิตไฟร์ (Spitfire) และเฮอร์ริเคน (Hurricane) อันน่าเกรงขามนั่นเอง

 


สร้างโดย: 
ครู ชาญชัย เปี่ยมชาคร และ นส.ปณิชา อลงกรณ์ชุลี

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 15 คน กำลังออนไลน์