อารยธรรมอินเดียโบราณ: ศาสนา

รูปภาพของ lenneyuna

อารยธรรมอินเดียโบราณ

Ancient India Civilization

 

 

ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก  http://images.north40commerce.com/TheAncientWeb/pop/9788854401679.jpg 

 

 

ที่มาของศาสนาซิกข์
 
 
          ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาโดย พระศาสดา ศรี คุรุ นานัก เดว ยิ ในปี พ.ศ. 2012 (ค.ศ. 1469) โดย ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ เป็นผู้ที่ได้ตั้งหลักธรรมและคำสอนพื้นฐานของศาสนาซิกข์ขึ้นมา ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความจริงและเน้นความเรียบง่าย สอนให้ทุกคนยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
          ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่เน้นในหลักของการปฏิบัติ เป็นศาสนาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา การมองโลกในแง่ดีและอย่างมีความหวังด้วยเหตุและผล สนับสนุนด้วยปรัชญาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของมวลมนุษย์ศาสนา ศาสนาซิกข์แนะแนวแห่งการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและการอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม อาจกล่าวได้ว่า ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่สำคัญศาสนาหนึ่งในปัจจุบันนี้ ศาสนาซิกข์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน คนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกชนชั้นวรรณะ ต่างก็เสมอภาคกัน เมื่ออยู่เบื้องหน้าพระเจ้า
          ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนเราทุกคนให้รู้จักกับแนวความคิดเกี่ยวกับพระเจ้า ซึ่งได้บัญญัติไว้ในวรรคแรกของบทสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า ยับยิ ซาฮิบ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ในตอนเช้า บทสวดมนต์บทนี้ได้ถูกเรียกว่า มูลมันตระ แปลว่าบทสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สอนให้ระลึกถึงพระเจ้า ซึ่งชาวซิกข์ทุกคนควรจดจำให้ขึ้นใจ
          ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนหลักธรรม และแนวคิดใหม่ให้กับคนทุกคน เพื่อให้คนทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หลักธรรมและแนวคิดดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
          - ท่านสอนให้เราทุกคนรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
          - ท่านชี้นำหนทางให้เราทุกคนได้เข้าถึงพระเจ้าด้วยการดำรงชีวิตด้วยการกระทำแต่คุณงามความดี 
          - การเข้าถึงธรรมะและการดำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม ละเว้นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหยิ่งยโส และความเห็นแก่ตัว เป็นวิถีทางในการระลึกถึงพระเจ้าที่แท้จริง
          ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนให้เราทุกคนเข้าใจและเชื่อมั่นในความมีอยู่จริงของพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ซึ่งเราทุกคนสามารถรู้สึกถึงท่านได้
ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนให้เราดำรงชีวิตตามหลักการดังต่อไปนี้
          นาม ยับนะ - พึงระลึกถึงพระเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้เรามีความสุข และเข้าใจถึงความจริงของชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเป็นคนที่มีความอ้อนน้อมถ่อมตน และกระทำแต่คุณงานความดีอีกด้วย
          กิรต์ กัรนะ - พึงประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เป็นทาสของใคร และยับยั้งไม่ให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคม
          วันด์ จักนะ - พึงแบ่งปัน และทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเสมอภาคขึ้นในสังคม
 
          ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่ยึดมั่นและเชื่อถือในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว (วาเฮ่คุรุ) อย่างเคร่งครัด, พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสมบูรณ์ และมีอยู่จริงในทั่วทุกหนทุกแห่ง ท่านเป็นผู้ที่อมตะถาวร เป็นผู้ที่สร้างมูลเหตุของเหตุทั้งปวง ท่านไร้ซึ่งความเป็นปฏิปักษ์ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว สถิตมั่นคงในทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและคุ้มครอง พระองค์มิได้ทรงเป็นพระเจ้าของคณะหรือชาติใดชาติหนึ่ง แต่ทรงเป็น พระเจ้าแห่งความเมตตา คุณธรรม และสัจธรรมอันแท้จริง พระผู้ทรงสร้างมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อลงโทษในความผิดของเขา แต่ให้เขาเข้าใจในจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาในจักรวาลสากลนี้ และเพื่อหล่อหลอมให้เขากลับเข้าไปยังแหล่งกำเนิดดั้งเดิมนั่นเอง
          ในศาสนาซิกข์ การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้นั้น จะต้องตัดกิเลสต่างๆ ทั้งห้าให้หมดสิ้นเสียก่อน กิเลสทั้งห้าประการนี้ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหยิ่งยโส และความเห็นแก่ตัว มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่สามารถละเว้นกิเลสต่างๆ เหล่านี้ได้ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้ดำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม และได้เข้าถึงพระเจ้าแล้วนั่นเอง
          ศาสนาซิกข์เชื่อในเรื่องของการกลับชาติมาเกิดใหม่ ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้านแล้วในการที่จะมีโอกาสระลึกถึงพระเจ้า แต่การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาในชาตินี้ ตามหลักของศาสนาซิกข์นั้น มนุษย์ทุกคนควรจะพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฎจักรของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ด้วยการหมั่นระลึกถึงพระเจ้าและสวดมนต์ภาวนา โดยในศาสนาซิกข์นั้นถือว่าพระเจ้า ก็คือความจริงนั่นเอง ดังนั้นมนุษย์เราทุกคนจึงควรต้องดำรงชีวิตประจำวันตามหลักสัจธรรมเพื่อจะได้ช่วยให้เราเข้าถึงพระเจ้าได้ในที่สุด
ความหมายของคำว่า "ซิกข์"
 
 
          คำว่า "ซิกข์" จะตรงกับคำภาษาบาลีว่า สิกขา หมายถึงการศึกษา ผู้ศึกษาหรือผู้ใฝ่เรียนรู้ กล่าวได้ว่า ซิกข์คือผู้ที่มีความรักศรัทธา เชื่อถือและยึดมั่นใน วาเฮ่คุรุ (พระผู้เป็นเจ้า) และหลักธรรมคำสอนซึ่งเป็นพระศาสโนวาทของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ชาวซิกข์ก็คือบุคคลที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักธรรม 5 ประการ ดังนี้
                    - เอก อกาลปุรุข
                    - พระศาสดาทั้งสิบพระองค์ จาก คุรุนานักเดวยิ ถึง คุรุโฆบินด์ซิงห์ยิ
                    - พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ (พระศาสดานิรันดร์กาล)
                    - พระศาสโนวาทและบทบัญญัติของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ และ...
                    - อมฤต ซึ่งประทานโดยพระศาสดาพระองค์ที่สิบ และไม่มีพันธะผูกพันเชื่อถือในศาสนาอื่น
 

บุคลิกลักษณะของชาวซิกข์
 
 
          ท่านพระศาสดาพระองค์ที่สิบ ซึ่งก็คือ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้เป็นผู้ริเริ่มพิธีกรรมการรับอมฤตในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1699 ซึ่งถือได้ว่าพิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และยังถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของศาสนาซิกข์อีกด้วย
          ชาวซิกข์ จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ สัญลักษณ์ ห้า ประการ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปอย่างแพร่หลายในนามของ ห้า "ก" เนื่องจากอักษรแรกของสัญลักษณ์ทั้งห้าเริ่มต้นด้วยอักษร "ก". สัญลักษณ์เหล่านี้ คือ เกศา (ผมยาวที่บำรุงรักษาอย่างสะอาดสมบูรณ์ และไม่ตัดหรือโกนอย่างเด็ดขาด), กังฆะ (หวีไม้ ซึ่ง จะเสียบไว้ในผม), การ่า (กำไลข้อมือเหล็กกล้า), กะแช่ร่า (กางเกงในขาสั้น), และ กีรปาน (กริช)
          เมื่อพระศาสดา คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้ทรงสถาปนา ประชาคมซิกข์ (คาลซาปันท์, พระองค์ได้มีบัญชาให้ชาวซิกข์ดำรงรักษาศาสนสัญลักษณ์ห้าประการ - ปัญจกะการ สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่จำเป็น สำหรับการแสดงถึงความเข้มแข็งและความเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในตัวของแต่ละสัญลักษณ์เองอีกด้วย
          บุคคลที่สวมเครื่องแบบ และตระหนักถึงความสำคัญของระเบียบแบบแผน จะมีความสมัครสมานสามัคคี และความรู้สึกฉันท์พี่น้อง ดีกว่าหมู่คณะที่ไม่มีมาตรฐานของตนเอง สำหรับชาวซิกข์ที่ปราศจากเอกลักษณ์เหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนกับการไร้ตัวตน ชาวซิกข์ที่ตัดเกศาหรือโกน เล็มหนวดเคราของตนเป็นผู้กระทำผิดข้อบัญญัติอย่างมหันต์ และจะถูกถือว่าเป็นบุคคลที่ได้ออกจากศาสนาไปแล้ว


 

สัญลักษณ์ต่างๆ ของชาวซิกข์
          สัญลักษณ์ เอก โองการ
                    สัญลักษณ์นี้มีความหมายว่า พระเจ้าที่แท้จริงมีเพียงพระองค์เดียว สัญลักษณ์นี้ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาปัญจาบิ 2 ตัว ตัวแรกคือ หมายเลข "1" ซึ่งในภาษาปัญจาบิอ่านว่า "เอก" และตัวหลังคือ ตัวอักษร "อูระ" แทนคำว่า "โองการ" มีความหมายว่า พระเจ้า ดังนั้น สัญลักษณ์ เอก โองการ นี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ชาวซิกข์นับถือและเชื่อมั่นในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
          สัญลักษณ์เครื่องหมายเกียรติยศ (คันด้า) 
                    สัญลักษณ์คันด้า เป็นเครื่องหมายเกียรติยศของชาวซิกข์ สัญลักษณ์นี้ประกอบด้วยกีรปานสองด้าม (ดาบของชาวซิกข์) คันด้าหนึ่งอัน (ดาบลักษณะสองคม) และวงจักรหรือห่วงกลมภายในหนึ่งอัน ชาวซิกข์ได้ยอมรับเครื่องหมายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแห่งศาสนาของตน ดาบทั้งสองด้ามแสดงถึงความมีอำนาจอธิปไตยทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างสมบูรณ์ วงจักรแสดงถึงความเป็นอมตะหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงสร้างและให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ดาบสองคมแสดงถึงความเป็นผู้ริเริ่ม ฉะนั้นอำนาจอธิปไตย ความเป็นอมตะ (ของพระผู้เป็นเจ้า) และความเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิก คือ หลักการและสัญลักษณ์พื้นฐานที่สำคัญของความเป็นชนชาติซิกข์นั่นเอง
          สัญลักษณ์ธงชัยประจำศาสนาซิกข์ (นีชาน ซาฮิบ
                    สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิป เป็นสัญลักษณ์ธงชัยประจำศาสนาซิกข์ที่มีความสำคัญมาก ธงชัยนี้จะมีลักษณะเป็นผืนผ้ารูปทรงสามเหลี่ยมสีเหลืองอมส้ม และมีสัญลักษณ์คันด้า (สัญลักษณ์ดาบไขว้ วงจักร และดาบสองคม) สีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง
                    สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิป เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาวซิกข์ และแสดงถึงหนทางที่จะช่วยให้เราทุกคนให้พ้นจากทุกข์และภยันตรายทั้งปวง การที่ธงชัยนี้ปลิวไสวนั้นก็เป็นการสื่อความหมายว่า ศาสนาซิกข์ยินดีต้อนรับคนทุกคน ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่จะคุ้มครองให้ทุกคนปลอดภัย และเป็นที่พำนักพักพิงสำหรับคนทุกคน เพราะศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่เน้นในความยุติธรรม ความเมตตากรุณา และความสงบสุขเป็นหลักการพื้นฐาน

          ธงชัยประจำศาสนาซิกข์นั้นได้มีมาตั้งแต่ในสมัยของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ แล้ว ซึ่งในสมัยนั้น จะเป็นธงชัยสีขาวที่มีสัญลักษณ์เอกโองการอยู่ตรงกลาง ต่อมาในสมัยของท่าน คุรุ ฮัรโฆบินด์ ยิ ได้บัญชาให้เปลี่ยนสีของธงชัยเป็นสีเหลืองอมส้ม และเริ่มใช้ธงนี้ครั้งแรกที่วัดอกาล ตาคัต ที่เมืองอัมริตซาร์ ใน ปี ค.ศ. 1609 หลังจากที่ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้เสียชีวิตลง
                    เมื่อก่อนนั้น สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิบ จะมีเพียงรูปของกีรปานสองด้าม (ดาบของชาวซิกข์) เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง "มีรีและปีรี" หมายถึงปรัชญาทางโลกและทางธรรมคู่กัน ต่อมาในสมัยของ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้เพิ่มรูปสองรูปเข้ามา คือรูปของวงจักร ซึ่งหมายถึงความเมตตากรุณา และรูปคันด้า หรือดาบสองคม ซึ่งหมายถึง พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงพระองค์เดียว (วาเฮ่คุรุ) ซึ่งต่อมาสัญลักษณ์นี้ได้กลายมาเป็นเครื่องหมายเกียรติยศของชาวซิกข์ ที่เราเรียกว่า คันด้า ในปัจจุบันนี้นั่นเอง 
                    ณ. คุรุดวาราทุกแห่งจะต้องประดับด้วยสัญลักษ์ ธงชัย นีชาน ซาฮิบ นี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะประดับไว้ที่ด้านบนของยอดโดมของคุรุดวารา และที่โถงทางเดินที่เป็นทางเข้าของคุรุดวารา ธงชัยนี้จะผูกไว้บนเสาที่ทำด้วยเหล็กที่คลุมทับด้วยผ้าสีเหลืองอมส้ม และจะมีคันด้าโลหะติดตั้งอยู่บนยอดเสา ชาวซิกข์ทุกคนจะเคารพนับถือธงชัยนี้เป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนกับว่าธงชัยนี้คือสัญลักษณ์แห่งเอกราชของคาลซ่า

แหล่งอ้างอิง http://atcloud.com/stories/19145

 

สร้างโดย: 
น.ส.นภัสสชนก เคหะธูป และ นางพีรทิพย์ สุคันธเมศวร์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 16 คน กำลังออนไลน์